ยุคทอง “สินค้าฟิตกระชับชาย-หญิง” สคบ.ปราบโฆษณาเว่อร์ สรรพคุณลามก เจอดีแน่!

สยามธุรกิจ ฉบับวันที่ 26-29 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 หน้า 1, 35, 36

“ซัน คลาร่า” เป็นสินค้าฟิตกระชับที่ผลิตโดย “บริษัท เนเจอรัล เฮิร์บ อินดัสตรี่ จำกัด” มีเจ้าของคือ “ธรอรรถ ตรีธิติธัญ” มีส่วนผสมหลักคือ สมุนไพรที่มีชื่อว่า “อุ้มลูกดูหนัง” ซึ่งเป็นสมุนไพรที่ชาวกะเหรี่ยงนิยมรับประทาน โดยมีคำกล่าวอ้างว่า ผู้หญิงที่ทานสมุนไพรตัวนี้ ก็จะมีสุขภาพที่แข็งแรง ในชนิดที่เรียกว่า ออกลูกใหม่ๆ ไม่ต้องอยู่ไฟ ก็สามารถอุ้มลูก ไปดูหนังได้ตามปกติ จนเป็นที่มา ของชื่อเรียก

ช่วงแรก บริษัท เนเจอรัล เฮิร์บฯ ผลิตสินค้ารายการ นี้แล้วปล่อยให้บริษัทสตาร์ ซันไชน์ฯ เป็นผู้จำหน่ายแต่เพียงผู้เดียวในวงการขายตรง แต่เมื่อเวลาผ่านไป ชื่อเสียงของสินค้าก็ดังเปรี้ยงปร้าง นำไปสู่การ ว่าจ้างผลิตของบริษัทอื่นที่เข้ามาจนแตกไลน์ สินค้าไม่ว่าจะเป็นชื่อ และ รูปลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ ที่ เนเจอรัล เฮิร์บฯ ผลิตขึ้น

“ธัญญารัตน์ กาญจนปัญจพล” เป็นคนที่ชื่นชอบการรับประทานเค้กมาตั้งแต่เด็ก ทำให้หลังจากศึกษาจบปริญญาตรีด้านการตลาด จากรั้วมหาวิทยาลัยกรุงเทพ จึง เลือกเดินบนเส้นทางเจ้าของกิจการ ด้วยการตัดสินใจเลือกเรียนคอร์สการทำเบเกอรี่ตามความชอบกับโรงแรมโอเรียนเต็ล 1 ปี ก่อนจะเริ่มต้นประกอบธุรกิจ สร้าง แบรนด์ “เบคกี้ เดอ บาคโค” ขึ้น ซึ่งมีความหมายตามความตั้งใจของเธอ คือ ผู้ที่ชื่นชอบ และคลั่งไคล้ในการทำขนมเค้ก

ทั้งนี้ การตัดสินใจลงสนามการแข่งขันเบเกอรี่ที่มีผู้เล่นหลากหลาย ทำให้การเริ่มต้นของเบคกี้ เดอ บาคโค จึงต้องสร้างความแตกต่างด้วยการพัฒนาสูตรเค้กขึ้นใหม่ เป็นเค้กเพื่อคนรักสุขภาพ โดยเฉพาะกับเค้กแบบโฮมเมด ที่มีไขมัน และคอเลสเตอรอลน้อย เพื่อให้เป็นทางเลือกสำหรับคนชอบทานเค้ก แต่กังวลเรื่องน้ำหนักเพิ่มที่จะตามมา และเริ่มทำตลาดแบบรับสั่งทำตามจำนวน

สำหรับจุดเด่นของเค้กที่ร้านเบคกี้ เดอ บาคโค นอกจากจะทานแล้วไม่อ้วน เพราะประกอบด้วยเค้กในรูปแบบโลว์ แฟต ใช้ผลไม้สดเป็นวัตถุดิบหลัก มีให้เลือกหลากหลาย อาทิ ส้ม กีวี่ แอปเปิล ลิ้นจี่ สับปะรด และมะพร้าว ทั้งยังมีเค้กประเภทช็อกโกแลต และชีส สำหรับลูกค้า ที่ไม่กังวลเรื่องน้ำหนัก ซึ่งได้รับความนิยม ไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นช็อกโกแลต บลู เบอร์รี่ชีสเค้ก และยังมีเค้กครีม เช่น เค้ก ชาเย็น เค้กโอริโอ เป็นต้น ส่วนขั้นตอนการผลิตเค้กร้านเบคกี้ เดอ บาคโค จะใส่ใจตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบที่ดีจากแหล่งคุณภาพ ความสด ใหม่ ที่ทำสดใหม่ทุกวัน ปราศจากวัตถุกันเสีย เพื่อให้ลูกค้าได้รับประทานเค้กที่ดีที่สุด

“เราต้องหาความต่างเพื่อให้สินค้ามีจุดเด่น อาจจะเพราะครอบครัวมีคุณพ่อ เป็นแพทย์ เรื่องการปลูกฝังการดูแลสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญ จึงเห็นว่าถ้าเราทำเค้กแบบที่คำนึงถึงสุขภาพ คนน่าจะสนใจ จึงนำสิ่งที่เรียนมาปรับปรุงประยุกต์ เพื่อให้ได้สูตรที่ลงตัวอยู่พักใหญ่ กว่าจะได้เค้ก ที่ใช้น้ำมันข้าวโพดแทนการใช้ครีม และเนย ซึ่งเป็นสาเหตุของความอ้วน ใช้น้ำผลไม้สดเพื่อให้ได้เค้กที่รสชาติดี”

สำหรับกลุ่มลูกค้าหลัก ของร้านเบคกี้ เดอ บาคโค มีทั้งลูกค้ากลุ่มคนรุ่นใหม่ พนักงาน ผู้ใหญ่ที่ใส่ใจเรื่องสุขภาพ ซึ่งล้วนแต่เป็นลูกค้าประจำ และบอกต่อกันมาแบบปากต่อปาก ทำให้ร้านเค้ก เบคกี้ เดอ บาคโค อยู่ในตลาดมาถึง 5 ปีแล้ว

ปัจจุบัน ร้านเบคกี้ เดอ บาคโคมี หน้าร้านอยู่ที่ถนนพระราม 4 สาขาเดียว แต่การดำเนินกิจการถือว่าประสบความสำเร็จพอสมควร อาศัยการทำตลาดแบบปากต่อปาก หลังจากที่ลูกค้าได้รับประทาน เค้กของที่นี่แล้ว ชื่นชอบรสชาติ และได้ประโยชน์กับร่างกาย ไม่ทำลายสุขภาพ จาก การคิดค้นสูตรที่ไม่ทำให้อ้วน

อย่างไรก็ตาม แม้ตัวสินค้าจะดำเนิน ไปได้ดี แต่อุปสรรคสำหรับการดำเนินธุรกิจ ก็ย่อมมีเป็นธรรมดา โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่าง ต่อเนื่อง ดังนั้น การพยายามบริหารจัดการ คือ คงคุณภาพสินค้าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

“เพราะเราตั้งใจทำของที่ดีให้กับลูกค้าได้ทาน ต้นทุนต่างๆ จึงค่อนข้างสูง แต่ถือเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถลดได้จริงๆ จึงต้องแบกรับจนถึงที่สุด เมื่อไม่สามารถแบกรับได้ไหว จึงได้ปรับขึ้นราคา ซึ่งลูกค้า ก็มีทั้งเข้าใจ และไม่เข้าใจ แต่เมื่อรู้ว่าราคา เพิ่มขึ้น แต่ยังคงคุณภาพของสินค้า รสชาติ ลูกค้าก็พอใจ”

เป้าหมายนับจากนี้ ธัญญารัตน์ บอกว่าต้องการจะให้เค้ก เบคกี้ เดอ บาคโค เสิร์ฟใกล้ลูกค้ามากขึ้น โดยเฉพาะตามหัวเมืองต่างๆ จากการศึกษาพบว่า ลูกค้าประจำที่สั่งเค้กจากร้าน กระจายอยู่ทั่ว หัวมุมเมืองกรุงเทพฯ ดังนั้น การขยายโดยยกครัวไปยังสาขาด้วย เพื่อให้เค้กมีความสดใหม่เหมือนเดิม จะช่วยให้สินค้าเข้าถึงลูกค้า และเป็นการสร้างแบรนด์เบคกี้เดอ บาคโค ให้เป็นที่รู้จักอย่างเป็นวงกว้าง มากขึ้นด้วย

ดูเหมือนว่า สินค้าสำหรับท่านชาย และหญิง จะเป็นสินค้าขายดีตลอดกาลไปโดยปริยาย เพราะไม่ว่าจะยุคใดสมัยใด สินค้าประเภทที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องเพศ และการยกกระชับขยายสัดส่วนอวัยวะจุดสำคัญ ก็ไม่มีทีท่าว่าจะขายไม่ได้ และในทางกลับกัน สินค้าเหล่านี้ กลับขายดีขึ้นเมื่อปล่อย ให้เวลาล่วงเลยไป

กลุ่มธุรกิจขายตรงเป็นกลุ่มธุรกิจ แขนงหนึ่งที่ปัจจุบันใช้สินค้าฟิตกระชับ เหล่านี้เป็นเรือธงในการตามล่าคว้ายอดขาย ไม่ว่าจะเป็นบริษัทเล็ก กลาง หรือใหญ่ สินค้าเหล่านี้ ก็ดูจะเป็นกลุ่ม สินค้าขายดีของบริษัทที่ผลิตและจำหน่าย โดยเฉพาะช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา สินค้าฟิตกระชับกลายเป็นกลุ่ม สินค้าที่มีคนพูดถึงมากที่สุดในนาม “ซัน คลาร่า”

ที่ผ่านมา สินค้าชื่อ “ซัน คลาร่า” สร้างกระแสจากการจัดจำหน่ายโดย “บริษัท สตาร์ ซันไชน์ จำกัด” ผ่านรูปแบบธุรกิจเครือข่าย ซึ่งในช่วงพีคสุด สินค้ารายการนี้ สามารถขายได้ถึง หลักแสนกล่องต่อเดือน สร้างยอดขายให้บริษัทถึง 400-500 ล้านบาทต่อเดือน ทำเอาบริษัท สตาร์ ซันไชน์ฯ ไม่จำเป็นต้องคิดหาสินค้าใหม่มาช่วยเพิ่มยอดขาย หรือสร้างตัวเลือกให้ผู้บริโภค

จากกระแสความแรงของ “ซัน คลาร่า” นี่เอง เป็นชนวนให้ บรรดาบริษัทขายตรงหลายรายพุ่งเป้าไปที่เรื่องของผลิตภัณฑ์ ฟิตกระชับดังกล่าว จนในท้องตลาดเต็มไปด้วยผลิตภัณฑ์นี้ ซึ่งจากที่ผ่านมา นับแค่บริษัทใหม่ๆ ที่ออกผลิตภัณฑ์ประเภทนี้ ก็มีตั้งแต่ “บริษัท โอทู อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด” ที่มีสินค้าชื่อ F-2 เป็นสินค้านางเอกในกลุ่มผลิตภัณฑ์ เสริมอาหาร

โดยนายขวัญชัย ปิยะทัศน์ กรรมการบริหารและผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท โอทู อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า ในส่วนของการพัฒนาด้านผลิตภัณฑ์หลังจากบริษัท โอทูฯ เปิดบริษัทมาแล้ว 8 ปี โดยเริ่มหันมาทำสินค้า ด้านการเกษตรอย่างเต็มรูปแบบ เมื่อประมาณ 4 ปีที่แล้ว ขณะนี้บริษัทมีสินค้า ทางการเกษตรหลักๆ อยู่ประมาณ 4 รายการ ซึ่งแม้ในปีนี้ยังไม่มีแผนที่จะผลิตสินค้าในส่วนนี้เพิ่ม แต่บริษัทก็เริ่มหันมาผลิตสินค้าไลน์ใหม่ นั่นคือ ผลิตภัณฑ์เสริม อาหาร โดยเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้วโอทูได้ผลิตสินค้ากลุ่มอาหารเสริมสำหรับผู้หญิง ชื่อว่า F-2 ซึ่งเป็นสินค้าที่ประกอบด้วยสาร อาหารที่ออกฤทธิ์กระตุ้นการสร้างฮอร์โมน เพศ ควบคุมฮอร์โมนจากต่อมไร้ท่อ และควบคุมระบบการทำงานทุกส่วนของร่างกาย ให้เกิดความสมดุล

“บริษัทเริ่มเปิดตัวผลิตภัณฑ์ F-2 เป็นครั้งแรกที่เมืองทองธานี ในงานฉลอง ความสำเร็จครั้งใหญ่ ช่วงปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งในครั้งนั้นขายผลิตภัณฑ์ F-2 ได้ประมาณ 2 แสนกล่อง ถือว่าน้อย เพราะปัจจุบันบริษัทมีฐานสมาชิกทั่วประเทศกว่า 8 แสน คน โดยในปีนี้โอทูตั้งใจทำสินค้าชนิดนี้ให้ติดตลาด ด้วยการใช้แผนโปรโมตต่างๆ เช่น การโฆษณาผ่านฟรีทีวีช่อง 3 ช่อง 5 โดย ใช้กลุ่มดารามาทำรายการ ไม่ว่าจะเป็นคุณ อิม อาชิตะ, คุณจิ๊ก เนาวรัตน์ ทั้งนี้การที่จะทราบว่าสินค้าแต่ละชนิดจะประสบความ สำเร็จมากน้อยแค่ไหน คงต้องรอเวลาพิสูจน์ อย่างน้อย 1 ปี” นายขวัญชัย กล่าว

สำหรับผลิตภัณฑ์ของ โอ ทู ที่มีชื่อว่า F-2 เป็นสินค้าที่อยู่ในกลุ่มเสริมอาหาร สำหรับท่านผู้หญิง ที่ต้องการดูแลระบบการทำงานภายในร่างกายให้เป็นปกติโดย เฉพาะเรื่องของรูปร่าง ซึ่งมี “บริษัท เนเจอรัล เฮิร์บ อินดัสตรี่ จำกัด” เป็นผู้ผลิต

นอกจากทั้ง 2 ตัวสินค้าที่กล่าวมา สินค้าเสริมอาหารสำหรับท่านหญิง ในช่วง ที่ผ่านมา ยังคงเป็นหมู่สินค้าที่ได้รับความ นิยมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในช่วงต้นปีนี้ “บริษัท แอมริช กรุ๊ป จำกัด” โดย “เอกพิสิฐ บุญชะนะ” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ยังได้ทำการเปิดตัวสินค้าใหม่ ซึ่งอยู่ในกลุ่ม รายการเสริมอาหารสำหรับท่านหญิง

โดยใช้ชื่อผลิตภัณฑ์ “ออไรท์” ซึ่งมีบริษัท เนเจอรัล เฮิร์บฯ เป็นผู้ผลิตสินค้าให้เหมือน 2 บริษัทที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งแอมริชฯ ได้ประมาณงบการตลาดในช่วงต้นในการสร้างกระแสสินค้าผ่านสื่อต่างๆถึง 80 ล้านบาท ซึ่งบริษัทมีความมั่นใจว่า สินค้าตัวนี้จะกลายเป็นกระแสและขายดี ในอนาคต

สคบ.ปรามอย่าโฆษณาลามก

อย่างไรก็ตาม จากที่มีบริษัทขายตรงมากมายหลายแบรนด์เข้ามาเล่นสินค้าในกลุ่มนี้ นำมาซึ่งการแข่งขันที่รุนแรง ไม่ว่า จะเป็นนอกกติกา หรือในกติกา โดยเฉพาะ เรื่องของการโฆษณาสินค้า ที่มีการชูจุดเด่น ของสรรพคุณสินค้ามาเป็นจุดขายจนหลาย ครั้งทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย.ต้องออกมาสั่งห้ามปราม อยู่บ่อยๆ ซึ่งนอกจากการทำงานของอย.แล้ว ทางทีมข่าว “สยามธุรกิจ” ยังได้ติดต่อสอบถามเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวไปยัง สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. ถึงการควบคุมในส่วนนี้

โดยนายนพปฎล เมฆเมฆา รองเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เปิดเผยในประเด็นนี้ว่า จากประเด็น ดังกล่าว ทางหน่วยงานสคบ.มีหน้าที่ในการลงลึกถึงเนื้อหาว่า การที่บริษัทขายตรง บางบริษัทขายสินค้าเหล่านี้ มีเนื้อหาและสรรพคุณเชิงลามกอนาจารหรือไม่อย่างไร ซึ่งถ้ามีก็จะไม่อนุญาตให้ดำเนินธุรกิจ

“ต้องดูว่าสินค้าเหล่านั้น มีสรรพคุณ ส่อไปทางลามกหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้นก็จะทำการเอาผิด หรืออีกทางคือ การโฆษณา ทางสคบ.ต้องดูว่าจะมีการโฆษณาที่อวดอ้างสรรพคุณเกินไปหรือไม่อย่างไร ซึ่งหากผู้บริโภคพบเห็นการอวดอ้างเกินไป ผู้บริโภคก็สามารถร้องเรียนมาที่สคบ.ได้ โดยหน่วยงานถึงแม้ไม่มีหน้าที่ในเรื่องนี้ ก็จะประสานงานไปหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่ออีกที” รองเลขาธิการ สคบ. กล่าว

ด่วน! “นิโรธ” ลาออกทิ้งเก้าอี้เลขาธิการ สคบ.

ทั้งนี้ นายนพปฎล ยังกล่าวถึงเรื่อง การลาออกของ “นิโรธ เจริญประกอบ” เลขาธิการสคบ. ว่า ขณะนี้ ท่านนิโรธได้ทำการลาออกจากการเป็นเลขาธิการสคบ. เรียบร้อยแล้ว ซึ่งน่าจะมีผลเป็นทางการในช่วงเดือนกรกฎาคมที่จะถึงนี้

อนึ่ง จากมติคณะรัฐมนตรี (สมัยรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช) เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2551 ได้แต่งตั้งนายนิโรธ เจริญประกอบ รองเลขาธิการ คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค แทน นางรัศมี วิศทเวทย์ ซึ่งได้เกษียณอายุราชการ ทั้งนี้นายนิโรธ เริ่มปฏิบัติงานเป็นเลขาธิการสคบ. ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2551 รวมระยะเวลาการทำงานของเลขาธิการผู้นี้ถึงปัจจุบัน คือ 3 ปี 8 เดือน

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ทบทวนข่าวผลิตภัณฑ์ซันคลาร่า รอบปี พ.ศ.2554

By parunnews Posted in food

ร่างพระราชบัญญัติเชื้อโรคและพิษจากสัตว์ พ.ศ. ….

สำนักกำกับพระราชบัญญัติเชื้อโรคและพิษจากสัตว์ ขอเชิญแพทย์ เภสัชกร สัตวแพทย์ นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ นักเทคนิคการแพทย์ นักวิชาการ และผู้ประกอบการทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ร่วมประชาพิจารณ์ ร่างพระราชบัญญัติเชื้อโรคและพิษจากสัตว์ พ.ศ. …. ภายในวันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ.2555

สามารถดาวน์โหลด ร่างพระราชบัญญัติเชื้อโรคและพิษจากสัตว์ ได้ที่ http://bpat.dmsc.moph.go.th/images/bpat/form/draft%20pathogens%20and%20animal%20toxins%20act%202012.pdf

และ ดาวน์โหลดแบบแสดงความคิดเห็น http://bpat.dmsc.moph.go.th/images/bpat/form/comment%20form.pdf

ส่วนพระราชบัญญัติเชื้อโรคและพิษจากสัตว์ พ.ศ. 2525 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อเป็นฐานในการเปรียบเทียบ สามารถดาวน์โหลดได้ที่ http://web.krisdika.go.th/data/law/law2/%aa04/%aa04-20-9999-update.pdf

ข้อมูลอื่น ๆ ติดตามได้จาก สำนักกำกับพระราชบัญญัติเชื้อโรคและพิษจากสัตว์ http://bpat.dmsc.moph.go.th/

 

__________
ข่าวจากหนังสือพิมพ์
- มติชน 23 พฤษภาคม พ.ศ.2555 หน้า 10

ไบโอฟาร์ม เร่งปั๊มยอด ลุยสนามอาหารเสริม

บ้านเมือง ฉบับวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 หน้า 20

นางสาวภิญญาดา ศิลาวรกุล ผู้จัดการผลิต ภัณฑ์ บริษัท ไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ จำกัด ผู้นำนวัตกรรมเวชภัณฑ์ยาและอาหารเสริมเพื่อสุขภาพ เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งปีหลังทางไบโอฟาร์มฯ จะให้ความสำคัญและรุกตลาดในกลุ่มสินค้าอาหารเสริมเพิ่มมากยิ่งขึ้น โดยมีแผนที่จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่มสินค้าดังกล่าวไม่ต่ำกว่า 5 ผลิตภัณฑ์ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการบำรุงสุขภาพ และการสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันโรค ตั้งแต่เด็ก คนทำงาน และผู้สูงวัย ที่มีผลการใช้และการทดลองที่ยอมรับจากยุโรป และอเมริกา นอกจากนี้ยังได้เปลี่ยนแพ็คเกจกลุ่มอาหารเสริมใหม่ทั้งหมด เพื่อเพิ่มความน่าสนใจและสร้างการจดจำในตัว แบรนด์ไบโอฟาร์มแก่ผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น พร้อมกันนี้ ยังได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดผ่านช่องทาง Call Center 1577 จัด กิจกรรม Meet and Greet สำหรับลูกค้าร้านขายยา ช่วงครึ่งปีหลังจะมีการจัด campaign ลุ้นทองฉลองสุขภาพดีกับไบโอฟาร์ม ซึ่งจัดเป็นปีที่ 2 เป็นการตอบแทนผู้บริโภคที่ให้การสนับสนุนผลิตภัณฑ์ของไบโอฟาร์ม ซึ่งการรุกตลาดในครั้งนี้เชื่อว่าจะทำให้เฉพาะผลิตภัณฑ์อาหารเสริมของไบโอฟาร์มฯ มีรายได้ไม่ต่ำกว่า 170 ล้านบาท จากปีที่ผ่านมามีรายได้ 120 ล้านบาท

วว.วิจัยยาเม็ดจากสมุนไพรเพชรสังฆาต

เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 หน้า 10

วว. วิจัยยาเม็ดจากสมุนไพรเพชรสังฆาต รักษาโรคริดสีดวงทวาร ลดการนำเข้ายาจากต่างประเทศ ชมได้ในงาน 49 ปี วว. 24-26 พ.ค.นี้ที่ เทคโนธานี

นายยงวุฒิ เสาวพฤกษ์ ผู้ว่าการ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เปิดเผยว่า ฝ่ายเภสัชและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ วว. ประสบผลสำเร็จในการวิจัยและพัฒนา “ผลิตภัณฑ์ยาเม็ดจากสมุนไพรเพชรสังฆาต” สำหรับรักษาโรคริดสีดวงทวาร โดยผลิตภัณฑ์ผ่านการทดสอบทางคลินิกกับผู้ป่วย แล้วพบว่า สามารถรักษาผู้ป่วยได้ผลดีเทียบเท่ายาแผนปัจจุบันที่ผลิตในประเทศไทยและยาที่นำเข้าจากต่างประเทศ อีกทั้งยังมีราคาถูกกว่าและปลอดภัยต่อผู้ใช้

ด้านนางภัทรา อะหมะดี พีรซะหีดนักวิจัยอาวุโส ฝ่ายเภสัชและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ วว. กล่าวว่า ได้ทำการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาเม็ดจากสมุนไพรเพชรสังฆาตมาแล้ว 9 ปี โดยนำวัตถุดิบมาแปรรูป ควบคุมคุณภาพสารสำคัญ และศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา โดยความร่วมมือของ รศ.ดร.บังอร ศรีพานิชกุลชัย คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น พบว่า มีฤทธิ์ลดการอักเสบและทำให้หลอดเลือดดำหดตัว พร้อมทั้งยังได้ศึกษากลไกการทำงานของเพชรสังฆาตแปรรูป สำหรับการประเมินความปลอดภัยพบว่า ไม่มีความเป็นพิษเฉียบพลันหรือเป็นพิษกึ่งเรื้อรัง นอกจากนี้ยังไม่มีการปนเปื้อนของสารเคมี ยาฆ่าแมลงรวมถึงเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรคอีกด้วย

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถเข้าชมผลิตภัณฑ์พร้อมรับบริการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับโรคริดสีดวงทวารจากศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ได้ฟรี ในงานเปิดโลกทัศน์วิทยา ศาสตร์และเทคโนโลยี 49 ปี วว. “เผชิญน้ำท่วมอย่างฉลาด ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” ระหว่างวันที่ 24-26 พ.ค.นี้ ที่ วว. เทคโนธานี คลองห้า จังหวัดปทุมธานีดูรายละเอียดได้ที่ http://www.tistr.or.th

__________

หมายเหตุ

ข่าวจากหน้าเว็บสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย
http://www.tistr.or.th/tistr/newsboard/shownews.php?Category=newsboard&No=324

วว. วิจัยผลิตภัณฑ์ยาเม็ดจากสมุนไพรเพชรสังฆาตรักษาโรคริดสีดวงทวาร

     สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประสบผลสำเร็จวิจัยและพัฒนาสมุนไพรเพชรสังฆาต เป็นผลิตภัณฑ์ยาเม็ด Cissa-Roids (ซิสซา-รอยด์) ใช้รักษาโรคริดสีดวงทวาร ระบุผ่านการทดสอบทางคลินิกกับผู้ป่วย มีประสิทธิภาพการรักษาทัดเทียบกับยาแผนปัจจุบัน พร้อมบริการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับโรคริดสีดวงทวารจากศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และรับผลิตภัณฑ์ยาเม็ดฯ ฟรี! ในงานเปิดโลกทัศน์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 49 ปี วว. “เผชิญน้ำท่วมอย่างฉลาด ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” ระหว่างวันที่ 24-26 พฤษภาคม 2555 เวลา 09.00-17.00 น. ณ วว. เทคโนธานี คลองห้า จังหวัดปทุมธานี

นายยงวุฒิ เสาวพฤกษ์ ผู้ว่าการ วว. ชี้แจงว่า ฝ่ายเภสัชและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ วว. ประสบผลสำเร็จในการวิจัยและพัฒนา “ผลิตภัณฑ์ยาเม็ดจากสมุนไพรเพชรสังฆาต” หรือ Cissa-Roids (ซิสซา-รอยด์) สำหรับรักษาโรคริดสีดวงทวาร ผลิตภัณฑ์ผ่านการทดสอบทางคลินิกกับผู้ป่วย ณ โรงพยาบาลดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี พบว่า ยาเม็ดจากสมุนไพรเพชรสังฆาตผลงานวิจัยพัฒนาของ วว. รักษาผู้ป่วยโรคริดสีดวงทวารได้ผลดีเทียบเท่ายาแผนปัจจุบันที่ผลิตในประเทศ ไทยและยาที่นำเข้าจากต่างประเทศ ทั้งยังมีราคาถูกกว่าและปลอดภัยต่อผู้ใช้

“…ผู้ที่อายุเกิน 40 ปี จะเป็นโรคริดสีดวงทวารหนักประมาณร้อยละ 60 และพบอาการมากที่สุดในช่วงอายุ 45-65 ปี โดยคิดเป็นประมาณร้อยละ 5 ของประชากรทั้งหมด ปัจจุบันการรักษาโรคริดสีดวงทวารมักเป็นแบบแบบประคับประคองด้วยยาระงับอาการ ปวด การอักเสบ หรือใช้ยาเหน็บ ยาฉีด ยาระบาย รวมถึงการจี้หรือฉีดให้หัวริดสีดวงทวารหลุด หรือแบบผ่าตัด ซึ่งการรักษาโดยการรับประทานยา หรือผ่าตัดจะมีค่าใช้จ่ายสูง เพราะยาที่ใช้ในผู้ป่วยโรคริดสีดวงทวาร มักเป็นตัวยาที่นำเข้าจากต่างประเทศ มีราคาแพง และมีผลข้างเคียงอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อในกระแสเลือดได้

ภูมิปัญญาไทยนำสมุนไพรเพชรสังฆาตมารับประทานสดหรือแห้งเพื่อรักษาโรค ริดสีดวงทวาร แต่เนื่องจากเพชรสังฆาตมีสารที่ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อลำคอและระบบทาง เดินอาหาร ดังนั้น วิธีรับประทานจึงต้องนำปล้องของสมุนไพรเพชรสังฆาตมาหั่นและสอดในกล้วยน้ำว้า สุกแล้วกลืน ทำให้ไม่สะดวกในการรับประทาน และประสิทธิภาพการรักษาไม่ดีเท่าที่ควร เพื่อเป็นการสนับสนุนภูมิปัญญาไทยมาเป็นแนวทางในการพัฒนาระบบสุขภาพของคนไทย วว. จึงใช้เทคโนโลยีและผลทางวิทยาศาสตร์เพื่อพิสูจน์ โดยนำสมุนไพรเพชรสังฆาตมาวิจัยและพัฒนาให้อยู่ในรูปยาเม็ดเคลือบฟิล์มเพื่อ ให้แตกตัวในส่วนลำไส้ซึ่งสะดวกต่อการรับประทาน และมีการพิสูจน์ผลทางเภสัชวิทยาและผลทางคลินิกพบว่ามีประสิทธิภาพรักษาโรค ริดสีดวงทวารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ลดค่าใช้จ่าย ลดผลข้างเคียงจากการใช้ยา ประชาชนมีทางเลือก และเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน” ผู้ว่าการ วว. กล่าว

นางภัทรา อะหมะดี พีรซะหีด นักวิจัยอาวุโส ฝ่ายเภสัชและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ วว. กล่าวว่า ได้ทำการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาเม็ดจากสมุนไพรเพชรสังฆาตโดยนำวัตถุดิบมา แปรรูป ควบคุมคุณภาพสารสำคัญ และศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา โดยความร่วมมือของ รศ.ดร.บังอร ศรีพานิชกุลชัย คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น พบว่า มีฤทธิ์ลดการอักเสบและทำให้หลอดเลือดดำหดตัว พร้อมทั้งยังได้ศึกษากลไกการทำงานของเพชรสังฆาตแปรรูป สำหรับการประเมินความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์พบว่า (1.) ไม่พบความเป็นพิษเฉียบพลันทางปาก (Acute Oral Toxicity) (2) ไม่พบความเป็นพิษกึ่งเรื้อรัง (Sub-Chronic toxicity) นอกจากนี้ยังได้ตรวจวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวพบว่า ไม่มีการปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรค (Bacterial Contamination) ไม่พบปริมาณโลหะหนัก (Heavy Metal Contamination) และไม่พบยาฆ่าแมลง (Pesticide Contamination)

“วว.ได้รับความร่วมมือในการทดสอบทางคลินิกจากโรงพยาบาลดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี โดยนายแพทย์สุรัติ เล็กอุทัย และคณะ ได้นำผลิตภัณฑ์ยาเม็ดสมุนไพรเพชรสังฆาต วว. ไปทดสอบทางคลินิกกับผู้ป่วยโรคริดสีดวงทวาร โดยให้ผู้ป่วยรับประทาน ครั้งละ 1 เม็ด วันละ 4 ครั้งหลังอาหารและก่อนนอน ติดต่อกัน 7 วันพบว่ายาเม็ดจากวว.มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคริดสีดวงทวารได้ดี ” นางภัทรา อะหมะดี พีรซะหีด กล่าว

อนึ่ง โรคริดสีดวงทวาร (Hemorrhoids Disease) หมายถึง โรคที่มีอาการเลือดออกทางทวารหนักโดยไม่มีอาการเจ็บปวด หรือโรคที่มีก้อนเลือด (Thrombosed) เป็นก้อนสีดำที่ทวารหนัก โรคริดสีดวงทวารเป็นโรคเรื้อรังที่ต้องการการดูแลอย่างต่อเนื่อง ถ้าปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้รับการรักษาจะทำให้อาการของโรครุนแรงขึ้น แม้จะรักษาให้หายขาดได้แต่อาจมีการกลับมาเป็นซ้ำได้อีก ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมีความอายที่จะมาพบแพทย์ ประกอบกับอยู่ในตำแหน่งที่เร้นลับน่าอับอาย ทำให้ผู้ป่วยไม่กล้าที่จะมารับการรักษาในทันที แต่จะมาพบแพทย์ก็ต่อเมื่อมีอาการรุนแรงขึ้น เจ็บปวด ทรมาน เวลาถ่ายมีเลือดออกมา อาจทำให้นำไปสู่ภาวะรุนแรง เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด จนไม่สามารถประกอบกิจการงานต่างๆ ได้เป็นปกติ เป็นโรคที่ก่อให้เกิดปัญหาความสูญเสียทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และครอบครัว

อาการของโรคจะเกิดความเจ็บปวดมาก เมื่อหัวริดสีดวงยื่นออกมานอกทวารหนัก ทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวกจนเกิดเลือดดำคั่งมากขึ้น กระทั่งเลือดแดงไม่สามารถไหลเวียนมาเลี้ยงเนื้อเยื่อบริเวณนี้ได้ ทำให้ผู้ป่วยเจ็บปวดมาก ซึ่งเป็นระยะที่รุนแรงต้องรักษาโดยการผ่าตัดทันที

สำหรับสมุนไพรเพชรสังฆาต มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cissus quadrangularis Linn. อยู่ในวงศ์ Vitaceae มีชื่อเรียกต่างๆ เช่น ขั่นข้อ (ราชบุรี) สันชะควด (กรุงเทพฯ) สามร้อยต่อ (ประจวบคีรีขันธ์)
มีลักษณะเป็นไม้เลื้อย ลำต้นรูปสี่เหลี่ยมเป็นครีบ ผิวเรียบ มีรอยคอดบริเวณข้อ ใบเดี่ยว ออกข้อละ 1 ใบ บริเวณปลายเถา รูปสามเหลี่ยมหรือรูปไข่ โบราณใช้ส่วนเถา รักษาโรคริดสีดวงทวาร
ในด้านวัตถุดิบสมุนไพรเพชรสังฆาตนั้น วว. โดย ดร.กุศล เอี่ยมทรัพย์ นักวิจัย ฝ่ายเทคโนโลยีการเกษตร ได้ทดลองปลูกในแปลงพบว่า สามารถเจริญเติบโตได้ดีและให้ผลผลิตสูง ในอนาคตหากต้องการผลิตผลิตภัณฑ์ยาเม็ดจากสมุนไพรเพชรสังฆาตในระดับเชิง พาณิชย์ จึงมีปริมาณวัตถุดิบเพียงพอสำหรับกระบวนการผลิต

ทั้งนี้ ผู้ป่วยโรคริดสีดวงทวารหรือผู้สนใจผลิตภัณฑ์ยาเม็ดจากเพชรสังฆาต เข้าชมนิทรรศการผลิตภัณฑ์และพร้อมรับบริการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับโรคริดสีดวง ทวารจากศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และรับผลิตภัณฑ์ยาเม็ดฯ ฟรี! ภายในงานเปิดโลกทัศน์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 49 ปี วว. “เผชิญน้ำท่วมอย่างฉลาด ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” ระหว่างวันที่ 24-26 พฤษภาคม 2555 เวลา 09.00-17.00 น. ณ วว. เทคโนธานี ตำบลคลองห้า อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี

สอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์หรือขอรับการถ่ายทอดเทคโนโลยี ได้ที่ Call center วว. โทร. 0 2577 9300 หรือที่โทร. 0 2577 9000 ,0 2577 9107 ,0 2577 9125 โทรสาร 0 2577 9009 ในวันและเวลาราชการ http://www.tistr.or.th E-mail : tistr@tistr.or.th

By parunnews Posted in drugs

แนะอย.มะกันไฟเขียวขายชุดตรวจเอดส์ประจำบ้าน

มติชน ฉบับวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 หน้า 9

เมื่อเร็วๆนี้ คณะกรรมการที่ปรึกษาของสำนักงานอาหารและยา (เอฟดีเอ) ของสหรัฐอเมริกา เสนอแนะให้เอฟดีเอควรอนุมัติให้สามารถซื้อขายอุปกรณ์ตรวจเชื้อเอชไอวีที่ก่อโรคเอดส์ได้เองโดยไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์ เนื่องจากเห็นว่าอุปกรณ์ตรวจเชื้อเอดส์ที่ให้ผลทดสอบฉับไวดังกล่าวเป็นสิ่งจำเป็นในการต่อสู้กับการแพร่ระบาดของเชื้อเอชไอวีที่คนส่วนมากไม่รู้ว่าตนเองติดเชื้อร้ายนี้หรือไม่

หากเอฟดีเอเห็นด้วยกับข้อเสนอแนะนี้ จะทำให้อุปกรณ์ตรวจหาเชื้อเอชไอวีทางช่องปากที่ให้ผลอย่างฉับไว ที่เรียกว่า “โอเรควิก” ผลิตโดยบริษัท โอเรเชอร์ เทคโนโลจี อิงค์ ในเมืองเบ็ธเลเฮม รัฐเพนซิลวาเนียของสหรัฐ เป็นอุปกรณ์แรกที่ได้รับการอนุมัติให้เป็นอุปกรณ์ตรวจเชื้อเอชไอวีประจำบ้านได้

การทำงานของอุปกรณ์ตรวจเชื้อเอชไอวีนี้จะมีของเหลวที่เคลือบอยู่บนแถบผ้าก๊อซในการตรวจหาเชื้อ หลังจากใส่อุปกรณ์นี้เข้าไปในช่องปากราว 20 นาที แล้วปรากฏขีดแนวนอนเพียงขีดเดียวแสดงว่าไม่ติดเชื้อเอชไอวี แต่หากปรากฏ 2 ขีดแสดงว่าติดเชื้อเอชไอวี อย่างไรก็ตาม การตรวจหาเชื้อ เอชไอวีด้วยชุดอุปกรณ์นี้ถือเป็นการตรวจเช็กในเบื้องต้นเท่านั้น หากแต่จะต้องทำการตรวจเลือดในห้องทดลองอีกครั้งเพื่อยืนยันผลการตรวจว่าติดเชื้อเอชไอวีหรือไม่ที่แน่ชัด นอกจากนี้ ผลการตรวจด้วยวิธีการนี้อาจมีความผิดพลาดได้ เนื่องจากผู้บริโภคอาจไม่ได้ใช้อุปกรณ์อย่างถูกต้องหรือเชื้อโรคนั้นเป็นเชื้อโรคใหม่เกินกว่าที่ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายจะตอบสนองในการผลิตภูมิ ต้านทาน

จากข้อมูลการประมาณการณ์ชี้ว่า ในประเทศสหรัฐ มีชาวอเมริกันราว 240,000 คน ที่ไม่รู้ว่าตนเองติดเชื้อเอชไอวีหรือไม่ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากถึง 50-70 เปอร์เซ็นต์ของผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ในสหรัฐที่มีเป็นประจำทุกปี ปีละราว 50,000 คน

ด้านบริษัท โอเรเชอร์ ไม่เคยเปิดเผยถึงราคาขายปลีกและการจำหน่ายอุปกรณ์ตรวจเชื้อเอชไอวีนี้ แม้จะมีการประเมินอย่างคร่าวๆ ในภาพรวมตลาดค้าปลีกของชุดอุปกรณ์นี้ว่ามีอยู่ที่ราว 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังจากมีการวางจำหน่ายอุปกรณ์นี้ตามคลินิกและศูนย์ตรวจการติดเชื้อเอดส์ทั่วโลกจำนวนมากกว่า 25 ล้านชุด ตั้งแต่ปี 2002 หากเอฟดีเอเห็นชอบกับข้อเสนอแนะของคณะกรรมการที่ปรึกษาชุดนี้ จะทำให้ทางโอเรเชอร์สามารถจำหน่ายชุดอุปกรณ์นี้ที่ร้านขายยาและผ่านทางออนไลน์ได้ภายใน 60 วัน

พัฒนาจอLCDพลังไวรัส

โลกวันนี้ วันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 หน้า 40

วอชิงตัน : นักวิจัยห้องปฏิบัติการแห่งชาติลอว์เรนซ์ เบิร์กลีย์ ของสหรัฐ พัฒนาวิธีแปลงพลังงานกลให้เป็นพลังงานไฟฟ้าโดยใช้ไวรัสดัดแปลงยีนเฉพาะ ซึ่งไม่เป็นอันตราย โดยเมื่อวางนิ้วบนขั้วไฟฟ้าหรืออิเล็ก โตรดขนาดแสตมป์ประทับตรา ไป รษณีย์ที่เคลือบด้วยไวรัสชื่อว่า M13 ระบบดังกล่าวจะสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้มากพอให้หน้าจอ LCD ทำงานได้ ซึ่งพวกเขาอ้างว่าเป็นครั้งแรกที่นำคุณสมบัติเพียโซอิเล็กทริค (piezoelectric) ของวัสดุทางชีววิทยามาใช้ประโยชน์ได้

สำหรับเพียโซอิเล็กทริคหมายถึงวัสดุหรืออุปกรณ์ที่สามารถ ตรวจวัดพลังงานกล เช่น แรงกด ความเร่ง การสั่น แรงเครียด หรือแรงกระทำอื่นๆ และเปลี่ยนพลังงาน กลเหล่านี้ให้เป็นพลังงานไฟฟ้า ซึ่งในการทดลองนี้เป็นการสร้างกระแสไฟฟ้าขึ้นภายในวัสดุที่เป็นของ เหลวเมื่อรับรู้แรงกด ผลลัพธ์ที่ได้สามารถนำไปใช้เพื่อเก็บเกี่ยวพลังงาน จากสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่น แรงกดจากรองเท้าบนทางเดิน การปิดประตู หรือการพิมพ์โน้ตบุ๊ค

ทั้งนี้ นักวิจัยหันมาใช้ไวรัสที่ไม่เป็นอันตราย เนื่องจากวัสดุที่มีคุณสมบัติเพียโซอิเล็กทริคในปัจจุบันเป็นพิษ จึงหันมาศึกษาไวรัส M13 ซึ่งใช้ในห้องปฏิบัติการทั่วโลกว่ามีคุณสมบัติเพียโซอิเล็กทริคหรือไม่

ไทยป่วยความดันเพิ่มกว่า 5 เท่า ชี้ส่วนใหญ่ไม่รู้ตัวเองป่วย-เสี่ยงหัวใจล้มเหลว

คม ชัด ลึก วันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 หน้า 10

กรมควบคุมโรคเผยรอบ 10 ปี คนไทยป่วยโรคความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้นกว่า 5 เท่า ส่วนใหญ่ไม่รู้ตัวเองป่วย เสี่ยงหัวใจล้มเหลว หลอดเลือดสมองแตก/ตีบ ไตวายระยะสุดท้ายตามมาแนะ 3 หลักห่างโรคควบคุมน้ำหนัก-เลือกสรรหาอาหาร-ใช้ชีวิตกระฉับกระเฉง

นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ในวันที่ 17 พฤษภาคมของทุกปี เป็นวันความดันโลหิตสูงโลกและเครือข่ายความดันโลหิตสูงโลก (World Hypertension League) กำหนดคำขวัญเพื่อการรณรงค์เนื่องในวันความดันโลหิตสูงโลก ประจำปี 2555 คือ “Healthy Lifestyle Healthy Blood Pressure” ส่วนคำขวัญเพื่อการณรงค์ในไทย โดยกระทรวงสาธารณสุขและสมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย คือ “ใช้ชีวิตดี ความดันโลหิตดี” โดยองค์การอนามัยโลก พบว่าทั่วโลกมีผู้ที่เป็นความดันโลหิตสูงเกือบ 1,000 ล้านคน 2 ใน 3 ของจำนวนนี้อยู่ในประเทศกำลังพัฒนาโดยพบว่าคนในวัยผู้ใหญ่ของเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงประเทศไทยมีประชากร 1 ใน 3 คน มีภาวะความดันโลหิตสูง แต่ละปีประชากรในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีผู้เสียชีวิตจากโรคความดันโลหิตสูงประมาณ 1.5 ล้านคน

ส่วนในประเทศไทย จากข้อมูลสถิติสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข พบว่าสถานการณ์ป่วยและเข้ารับการรักษาในสถานบริการสาธารณสุขของกระทรวงสาธารณสุขด้วยโรคความดันโลหิตสูงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกภาค เมื่อเปรียบเทียบจากข้อมูล 10 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2543-พ.ศ.2553) พบว่าอัตราป่วยต่อประชากรแสนคน จะมีผู้ป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูงเพิ่ม จาก 259 เป็น 1,349 ซึ่งถือว่ามีอัตรากาเพิ่มขึ้น 5.21 เท่า

นพ.พรเทพ กล่าวด้วยว่า โรความดันโลหิตสูงเกิดจากภาวะที่แรงดันหลอดเลือดแดงมีค่าสูงตั้งแต่ 140/90 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไปซึ่งผู้คนจำนวนมากอยู่กับความดันโลหิตสูงโดยที่ไม่ทราบว่าตนเองมีภาวะนี้เนื่องจากเป็นโรคที่ไม่ค่อยปรากฎอาการที่ชัดเจนในช่วงแรก แต่เมื่อปล่อยนานไปแรงดันในหลอดเลือดที่สูงจะไปทำลายผนังหลอดเลือดและอวัยวะที่สำคัญทั่วร่างกายจึงเรียกโรคนี้ว่าเพชณฆาตเงียบ

สาเหตุเกิดจากพฤติกรรมและการใช้ชีวิตโดยเฉพาะการบริโภคอาหารรสเค็ม รับประทานผักและผลไม้ที่รสไม่หวานไม่เพียงพอ ความอ้วนขาดการออกกำลังกาย นั่งๆ นอนๆ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาก สูบบุหรี่และมีภาวะเครียดรวมถึงอายุที่เพิ่มขึ้นอาจส่งผลให้ความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้นได้ และเป็นสาเหตุให้เกิดหัวใจล้มเหลวหลอดเลือดสมองแตก/ตีบ และมีแนวโน้มเพิ่มการเป็นโรคไตวายระยะสุดท้ายได้

นพ.พรเทพ กล่าวอีกว่า กรมควบคุมโรคจึงมีหัวข้อหลักในการรณรงค์วันความดันโลหิตสูงโลก 3 หลัก คือหลักที่ 1 ดูแลควบคุมน้ำหนักตัว หลักที่ 2 เลือกสรรและบริโภคอาหารที่ดี ลดการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ งดการสูบบุหรี่ รวมถึงหลีกเลี่ยงการสูดดมควันบุหรี่ และหลักที่ 3 ใช้ชีวิตอย่างกระฉับกระเฉงในทุกกิจกรรมที่เราทำเช่น การขี่จักรยาน ว่ายน้ำ ทำสวน งานอดิเรก การเดิน การวิ่ง ควรลุกขึ้นมายืดเส้น เดินทุกๆ ชั่วโมง หากประสงค์จะตรวจวัดความดันโลหิตสอบถามได้ที่โทร.1422 และ 0-2590-3333

By parunnews Posted in med

กะเทยเอเชีย-แปซิฟิกกว่าครึ่งติดเอดส์

มติชน วันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 หน้า 30

ยูเอ็นดีพีเผยกว่าครึ่งของสตรีข้ามเพศในเอเชีย-แปซิฟิกราว 9.5 ล้านคนติดเอดส์ ชี้สถานการณ์เลวร้ายดิ่งเหวยากเปลี่ยนแปลง ต้นตอหลักมาจากถูกกีดกัน ไร้การศึกษา ไร้งาน ผลักดันให้ต้องเข้าสู่ธุรกิจค้าบริการทางเพศ

ผลการศึกษาของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นดีพี) เปิดเผยข้อมูลที่น่าตื่นตระหนกว่าสตรีข้ามเพศในเอเชียแปซิฟิกเกือบครึ่งหนึ่งอาจเป็นโรคเอดส์ เนื่องจากการละเลยในการดูแลสุขภาพและการดำเนินชีวิตที่สุ่มเสี่ยงทำให้อัตราการติดเชื้อเอชไอวีในคนกลุ่มนี้พุ่งสูงจนถึงระดับวิกฤต

ผลการศึกษาดังกล่าวซึ่งจัดทำโดยแซม วินเทอร์ จากมหาวิทยาลัยฮ่องกง ถูกระบุว่าน่าจะเป็นรายงานซึ่งครอบคลุมข้อมูลรอบด้านที่สุดชิ้นหนึ่งตั้งแต่ที่เคยทำกันมาโดยได้ศึกษาเปรียบเทียบข้อมูลย้อนหลังไปถึง 12 ปี ถึงหลักฐานข้อมูลอัตราการติดเชื้อในกลุ่มสตรีข้ามเพศซึ่งค่อนข้างมีอยู่อย่างกระจัดกระจายในภูมิภาค ระบุว่า ปัจจุบันราวร้อยละ 49 ของสตรีข้ามเพศในเอเชีย-แปซิฟิกที่มีอยู่ราว 9-9.5 ล้านคน กลายเป็นคนกลุ่มใหญ่ที่ติดเชื้อเอดส์ โดยการถูกกีดกันออกจากสังคม ความยากจน และการติดเชื้อเอชไอวีล้วนแต่มีส่วนผลักดันให้สถานการณ์ดิ่งลงสู่ความอัปยศจนยากที่จะหันหลังกลับ

วินเทอร์เรียกร้องในรายงานที่ถูกตั้งชื่อว่า”ความสูญเสียจากการแปลงเพศ” ให้รัฐบาลของประเทศต่างๆ ให้ความสำคัญกับความจำเป็นเร่งด่วนในการจัดการปัญหาดังกล่าวที่ถือเป็นวิกฤตด้านมนุษยชนอย่างแท้จริง เนื่องจากสตรีข้ามเพศส่วนใหญ่มักจะจบลงด้วยการขายตัวและมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ปลอดภัย นอกจากนี้การผ่าตัดแปลงเพศยังถือว่าเสี่ยงสูงเพราะสตรีข้ามเพศจำนวนมากไม่มีเงินมากพอที่จะเข้ารับการผ่าตัดแปลงเพศที่ปลอดภัย รวมถึงมีการใช้ซิลิโคนเสริมทรวงอกราคาถูกที่อันตรายต่อสุขภาพของบรรดาสตรีข้ามเพศในอนาคต

สาเหตุของปัญหามาจากการที่บรรดาสตรีข้ามเพศมักจะเป็นเหยื่อของความรุนแรงและการถูกดูหมิ่นเดียดฉันท์ นอกจากนี้ยังได้รับโอกาสทางธุรกิจน้อยมาก ทั้งยังขาดแคลนการได้รับการสนับสนุนด้านจิตใจ เนื่องจากสตรีข้ามเพศส่วนใหญ่มักจะหนีออกจากบ้านตั้งแต่อายุยังน้อยเพราะไม่ได้รับการยอมรับจากคนในครอบครัว และยังต้องออกจากโรงเรียนกลางคันเพราะถูกล้อเลียนหรือรังแก ทำให้การหางานทำเป็นเรื่องยากลำบากที่สุดแล้วส่วนใหญ่จึงหันไปเป็นโสเภณี

อย่างไรก็ดี ผลการศึกษาชี้ว่ายังมีพัฒนาการทางบวกอยู่บ้าง อาทิ ความมั่นใจในอัตลักษณ์ของสตรีข้ามเพศที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งยังได้รับความสนับสนุนจากชุมชนและเครือข่ายองค์กรเอกชนที่จัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยประคับประคองให้กำลังใจบรรดาสตรีข้ามเพศในการดำรงชีวิตด้วย (เอเอฟพี)

By parunnews Posted in med

‘ไทลินอล’กุมขมับยาขาดตลาดดิ้นอิมพอร์ตจาก’เกาหลี’แก้ขัด

ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 หน้า 1, 4

ยาแก้ปวดแบรนด์ดัง “ไทลินอล” ขาดตลาดหลังน้ำท่วมใหญ่ทำโรงงานเสียหาย “จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน” เร่งแก้เกมนำเข้าจากเกาหลีแก้ขัดเป็นการชั่วคราว คาดเริ่มเดินเครื่องผลิตได้ในเร็ว ๆ นี้ เผยยา-เวชภัณฑ์หลายรายการขาด ขณะที่น้ำเกลือ-สำลีเริ่มคลี่คลาย

จากการสำรวจร้านขายยาในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล พบว่าร้านขายยาหลายแห่งไม่มียาบรรเทาปวดไทลินอล 500 มก. (บริษัทจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน) จำหน่าย และร้านขายยาต่างชี้แจงว่า เป็นผลกระทบมาจากน้ำท่วมโรงงานผลิตเมื่อปลายปีที่ผ่านมา และยอมรับว่า “ไทลินอล” ขาดตลาดมาระยะหนึ่งแล้ว เมื่อลูกถามหาส่วนใหญ่เภสัชกรประจำร้านก็จะแนะนำยี่ห้ออื่นแทน เนื่องจากมีตัวยาชนิดเดียวกันและสามารถใช้ทดแทนกันได้

นอกจากนี้ เภสัชกรประจำร้านขายยายังให้ข้อมูลเพิ่มเติมด้วยว่า เพื่อบรรเทาปัญหายาขาดตลาดที่เกิดขึ้นมา 3-4 เดือน เมื่อช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมาจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสันได้นำเข้ายาไทลินอลที่ผลิตจากเกาหลีเข้ามาจำหน่ายแทนเป็นการชั่วคราว

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า หากสังเกตจะพบว่าไทลินอลที่นำเข้าจากประเทศเกาหลีข้างกล่องระบุว่า ผลิตโดยบริษัท แจนเซ่น เกาหลี จำกัด นำเข้าโดยองค์การเภสัชกรรม เพื่อบริษัท จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (ไทย) จำกัด

สอดคล้องกับเภสัชกรประสิทธิ์ วงศ์นิจศีล ที่ปรึกษาชมรมร้านขายยาแห่งประเทศไทยกล่าวว่า สาเหตุที่ไทลินอล 500 มก.ขาดตลาดเป็นปัญหามาจากโรงงานผลิตและ รีแพ็กเกจจิ้งของบริษัท โอลิค (ประเทศไทย) จำกัด ที่นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่รับจ้างผลิตถูกน้ำท่วมและเครื่องจักรได้รับความ เสียหายตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา

ขณะที่นายแพทย์วิทิต อรรถเวชกุล ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม (อภ.) ชี้แจงในเรื่องนี้ว่า ผลกระทบจากน้ำท่วมใหญ่เมื่อปลายปีที่ผ่านมา โรงงานยาและเวชภัณฑ์หลายแห่งต้องปิด และทำให้ยาและเวชภัณฑ์หลาย ๆ อย่างมีไม่เพียงพอกับความต้องการ ที่ผ่านมาองค์การเภสัชฯ และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้แก้ปัญหาดังกล่าว และทำหน้าที่เป็นผู้นำเข้าเองเพื่อลดขั้นตอนการขึ้นทะเบียนที่อาจจะต้องใช้เวลา นอกจากไทลินอลก็ยังมียาและเวชภัณฑ์บางรายการที่องค์การเภสัชฯเป็นผู้นำเข้าเอง เช่น น้ำเกลือ

แหล่งข่าวจากบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายยาและเวชภัณฑ์ให้ข้อมูลปัจจุบันตลาดยาบรรเทาปวดมีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 1,500-2,000 ล้านบาท หลัก ๆ จำหน่ายผ่านช่องทางร้านขายยา มูลค่าอยู่ที่ 1,000-1,200 ล้านบาท ที่เหลือเป็นช่องทาง โรงพยาบาล โดยมีแบรนด์หลัก ๆ คือ ไทลินอลของจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน และซาร่าของไทยนครพัฒนา นอกจากนี้ยังมีแบรนด์อื่น ๆ ที่ใช้ชื่อพาราเซตามอลอีกหลายแบรนด์

“การที่โรงงานยาจะกลับมาผลิตใหม่เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา ในแง่ของการติดตั้งเครื่องจักรอาจจะไม่ใช่ปัญหา แต่ที่จะต้องใช้เวลาก็คือ การตรวจสอบระบบมาตรฐานการผลิตต่าง ๆ ให้เป็นไปตามเกณฑ์หรือมาตรฐานผลิตยา สำหรับโรงงานของโอลิคคาดว่าจะสามารถเข้าสู่ขั้นตอนการผลิตได้ในเร็ววันนี้”

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า นอกจากยาแก้ปวดไทลินอล 500 มก.ที่ขาดตลาดแล้ว ยังมีสินค้าอีกหลายรายการที่ขาดตลาด อาทิ ยาแก้เชื้อรา ดาคทาริน, แชมพูขจัดรังแค ไนโซรัล, ยาแก้ท้องเสีย อิโมเดียม เป็นต้น ส่วนสินค้าอื่น ๆ ที่ขาดตลาดแต่ก็อยู่ในสถานการณ์ที่คลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้นก็คือ สำลี และน้ำเกลือ ซึ่งสินค้าที่ขาดตลาดดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นยาที่ผลิตจากโรงงานที่ถูกน้ำท่วมเมื่อปลายปีที่ผ่านมา

__________

ข้อสังเกตจากข่าว ยาที่ได้รับการนำเข้าโดยองค์การเภสัชกรรม จะไม่มีเลขทะเบียนทะเบียนตำรับยา เนื่องจากพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ไม่ใช้บังคับกับองค์การเภสัชกรรมในเรื่องการผลิต การขาย การนำเข้า ซึ่งจะต้องขออนุญาตก่อน ตามมาตรา 13(1)(5) จึงไม่อยู่ในฐานะเป็นผู้รับอนุญาตผลิต นำเข้า ซึ่งจะต้องนำยานั้นมาขึ้นทะเบียนตำรับยาก่อน ตามมาตรา 79 ดังนั้น ยาที่ผลิตหรือนำเข้าโดยองค์การเภสัชกรรมจึงไม่จำเป็นต้องมีเลขทะเบียนตำรับยา (ส่วนปัญหาเรื่องการตรวจสอบเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ต้องมีการศึกษาต่อไป)

สธ.พัฒนาตรวจสารพันธุกรรมป้องเกิดผื่นแพ้ยารุนแรง

บ้านเมือง วันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 หน้า 12

น.พ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รมช.สาธารณสุข เปิดเผยว่า การใช้ยาเพื่อรักษาโรคในผู้ป่วยบางรายอาจเกิดการแพ้ยาที่ใช้ได้ บางรายอาจเกิดผื่นแพ้ยารุนแรง ซึ่งรวมถึงกลุ่มอาการสตีเวนส์ จอห์นสัน (Steven-Johnson syndrome เรียกชื่อย่อว่า SJS) และท็อกซิก อิพิเดอร์มอล เนโครไลซิส (toxic epidermal necrolysis เรียกชื่อย่อว่า TEN) โดยผู้ป่วยที่แพ้ยาชนิดนี้จะมีผื่นขึ้นตามลำตัว หรือมีการหลุดลอกของผิวหนัง รวมทั้งมีการอักเสบของเยื่อบุต่างๆ และความผิดปกติของระบบอวัยวะสำคัญต่างๆ ร่วมด้วย ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการรุนแรงถึงขั้นทำให้ตาบอด หรือถึงแก่ชีวิตได้

งานวิจัยในประชากรของประเทศไทย พบว่า ผู้ป่วยที่มี HLA-B*1502 allele มีความเสี่ยงต่อการเกิด SJS/TEN จากยาคาร์บามาซีพีน (Carbamazepine) เพิ่มขึ้น 55 เท่า องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (US FDA) แนะนำให้ผู้ป่วยที่มาจากประเทศแถบเอเชียที่จำเป็นต้องได้รับยาคาร์บามาซีพีน ควรตรวจหา HLA-B*1502 อัลลีล ก่อนเริ่มให้ยาเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะ SJS/TEN ต่อยาคาร์บามาซีพีน และผู้ป่วยที่จำเป็นต้องได้รับยาแอลโลพูรินอล หากมี HLA-B*5801 อัลลีล จะเสี่ยงต่อการเกิด SJS/TEN เพิ่มขึ้นถึง 348 เท่า

“การตรวจสารพันธุกรรม HLA-B* 1502, HLA-B*5801 และ HLA-B*5701 เป็นวิธีการตรวจที่มีความสำคัญในการป้องกันภาวการณ์เกิดผื่นแพ้ยารุนแรง กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข ได้ดำเนินการพัฒนาวิธีการตรวจสารพันธุกรรม HLA-B* 1502 , HLA-B*5801 และ HLA-B*5701 ด้วยวิธี allele specific PCR เพื่อทดแทนการใช้น้ำยาสำเร็จรูปที่มีราคาแพง และต้องใช้เครื่องมือพิเศษในการตรวจและได้ถ่ายทอดเทคนิควิธีการตรวจดังกล่าวให้แก่ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ในส่วนภูมิภาค เพื่อให้บริการตรวจครอบคลุมทั้งประเทศ นอกจากนี้ยังได้จัดตั้งเครือข่ายเภสัชพันธุศาสตร์ เพื่อหายีนเสี่ยงต่อการแพ้ยารุนแรง SJS/TEN (THAISCAR) สำหรับยาที่ยังไม่มีรายงาน”