คอลัมน์ ชื่นชีวิต: เขี้ยวแมวอันตรายร้ายแรงกว่าสุนัข

ไทยรัฐ (กรอบบ่าย) ฉบับวันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 หน้า 7

ผู้ที่เลี้ยงน้องแมวน้องหมาเป็นเพื่อนคงจะเคยโดนคมเขี้ยวของมิตรสี่ขามาบ้างแล้วแผล 2 แผล คลินิกเม โยสถานพยาบาลชื่อดังของสหรัฐฯ ได้บอกเตือนว่าบาดแผลที่มือจากคมเขี้ยวแมวเป็นอันตรายมากกว่าเขี้ยวสุนัข

ไม่ใช่เพราะปากแมวสกปรกกว่าหมา หากเป็นเพราะเขี้ยวแมวเล็กและแหลมกว่าทำให้แทงเข้าไปลึกมากกว่า สามารถส่งเชื้อโรคลงไปถึงข้อและปลอกหุ้มเอ็นได้ผิดกับเขี้ยวสุนัขที่ทื่อกว่า เป็นแผลไม่ลึก นอกจากนั้นในแผลจากเขี้ยวแมวยังอาจมีเชื้อโรคสายพันธุ์ที่มีอยู่ตามปกติในสัตว์ ซึ่งดื้อต่อยาปฏิชีวนะเป็นพิเศษอีกด้วย

นักวิจัยของคลินิกได้รู้พิษสงของเขี้ยวแมวจากผู้ที่โดนแมวกัดที่มือ 193 ราย ในจำนวนนี้ต้องนอนโรงพยาบาลถึง 57 ราย เฉลี่ยอยู่นานรายละ 3 วัน ยิ่งกว่านั้นยังมีถึง 38 ราย ที่หมอต้องทำแผลด้วยการฉีดน้ำหรือของเหลวชำระอย่างแรง และตัดเนื้อเยื่อที่ตายออกทิ้งกับมีอีก 8 ราย ถูกผ่าตัดมากกว่า 1 ครั้ง คนไข้เป็นสตรีร้อยละ 69 อายุเฉลี่ย 49 ปี

 

หมอประจำคลินิกบอกความเห็นว่าคนทั่วไปมักจะใส่ใจแผลแมวกัดน้อยกว่าของสุนัขเพราะเห็นเป็นแผลเล็กๆ “ซึ่งเป็นการเข้าใจผิดมันอาจจะดูไม่น่าจะมีพิษมีภัยแต่อย่างที่เรารู้จากการศึกษา มันอาจะเป็นเรื่องร้ายแรงได้”.

แพทยสภากับการควบคุมการใช้ฟิลเลอร์

ออกเกณฑ์มาตรฐาน’ฉีดฟิลเลอร์’ลดปัญหาจากการเสริมงาม

มติชน ฉบับวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 หน้า 10

แพทยสภาเตรียมดันร่างหลักสูตรระยะสั้น ‘มาตรฐานการอบรมฉีดฟิลเลอร์’ พร้อมออกเกณฑ์ควบคุมมาตรฐานแพทย์วิชาชีพความงาม คาดใช้ทั่ว ปท.หลัง 10 มีนาคม

เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ นพ.สัมพันธ์ คมฤทธิ์ เลขาธิการแพทยสภา แถลงภายหลังประชุมคณะอนุกรรมการคุ้มครองประชาชนจากการประกอบวิชาชีพเวชกรรมเกี่ยวกับการศัลยกรรมตกแต่ง การเสริมสวย และการโฆษณา ว่า หลังจากออกประกาศห้ามใช้ฟิลเลอร์ชนิดไม่สลายตัว เช่น ซิลิโคนเหลว พาราฟิน ฯลฯ แล้ว ทำให้ปัจจุบันมีเพียงสารเอชเอ (HA) ตัวเดียวเท่านั้น ที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) อนุญาตให้ใช้เพื่อการเสริมความงาม แต่ต้องอยู่ในการควบคุมของแพทย์ แม้ปัจจุบันในประเทศไทยจะมีรายงานผลข้างเคียงน้อย แต่บางรายอาจทำให้ผิวหนังที่บริเวณใบหน้าตาย และบางคนอาจถึงขั้นตาบอด ดังนั้น คณะอนุกรรมการจึงเตรียมร่างหลักสูตรมาตรฐานการอบรมฉีดฟิลเลอร์ ซึ่งเป็นหลักสูตรระยะสั้นให้แก่แพทย์จบใหม่ หรือแพทย์ที่มีความสนใจแต่ยังไม่สันทัดในด้านนี้ โดยมาตรฐานการอบรมดังกล่าวจะเป็นการส่งเสริมมาตรฐานการประกอบวิชาชีพเวชกรรมด้านเสริมความงาม เพื่อช่วยให้ประชาชนได้รับความคุ้มครองและปลอดภัยมากขึ้น นอกจากนี้ แพทยสภาจะยกร่างประกาศเรื่องหลักเกณฑ์และมาตรฐานของแพทย์ที่จะประกอบวิชาชีพเวชกรรมเพื่อการเสริมความงามด้วย คาดว่าทั้ง 2 ร่างจะแล้วเสร็จในวันที่ 10 มีนาคม ก่อนนำเสนอคณะกรรมการแพทยสภาพิจารณาประกาศใช้ในวันที่ 14 มีนาคมนี้

หลักสูตรนี้จะเป็นการขอความร่วมมือจากแพทย์มากกว่าการบังคับ ส่วนประกาศหลักเกณฑ์และมาตรฐานของแพทย์ที่เสริมความงามนั้น จะต้องเป็นเกณฑ์ที่สังคม แพทย์ และประชาชนรับได้ ทั้งนี้ การจัดทำประกาศดังกล่าวก็เพื่อให้ประชาชนได้รับการคุ้มครอง เพราะทุกวันนี้โฆษณาเสริมความงามมีทั้งที่จริงและไม่จริง มีทั้งที่เป็นแพทย์และไม่ใช่แพทย์ จึงจำเป็นต้องมีมาตรฐานเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย” เลขาธิการแพทยสภากล่าว

ทางด้าน นพ.ชลธิศ สินรัชตานันท์ นายกสมาคมศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าแห่งประเทศไทย แถลงว่า ประเทศไทยมีความรู้และมีคุณภาพในการเสริมความงามมานาน 30-40 ปี แต่ยังสู้การบริหารจัดการ การตลาด และการประชาสัมพันธ์ของบางประเทศไม่ได้ เช่น เกาหลีใต้ ดังนั้น สมาคมและชมรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจะต้องร่วมมือกัน โดยเฉพาะปี 2558 ซึ่งจะเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ตั้งเป้าว่าประเทศไทยจะต้องเป็นผู้นำด้านวิชาการ ไม่ใช่แค่ด้านเสริมความงามเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเป็นผู้นำในทุกด้าน ก่อนที่ประชากรกว่า 600-800 ล้านคนในเออีซี จะถูกตีตลาดความงามโดยเกาหลีใต้

 

แพทยสภาสอนหมอเสริมความงาม

เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 หน้า 15

เมื่อวันที่ 20 ก.พ. นพ.สัมพันธ์ คมฤทธิ์ เลขาธิการแพทยสภา เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้แพทยสภาประกาศห้ามนำสารเติมเต็มหรือฟิลเลอร์ชนิดไม่สลายตัวเข้ามาใช้ในประเทศเพราะก่อให้เกิดอันตรายกับผู้บริโภคจะอนุญาตให้ใช้เฉพาะชนิดที่สลายตัวเท่านั้นแต่ก็ยังพบรายงานว่า สารฟิลเลอร์ชนิดสลายตัวทำให้ผิวหนังบริเวณที่ฉีดสารตายตัวและเกิดภาวะตาบอดในผู้ใช้บางราย ดังนั้นล่าสุดคณะอนุกรรมการคุ้มครองประชาชนจากการประกอบวิชาชีพเวชกรรมการเสริมสวยและการโฆษณาจึงได้หารือและเตรียมจะออกร่างประกาศแพทยสภาเรื่องหลักเกณฑ์และมาตรฐานของแพทย์ที่จะประกอบวิชาชีพด้านเวชกรรมเพื่อการเสริมความงามที่มีความเสี่ยงสูงและร่างหลักสูตรการอบรมเทคนิคการศัลยกรรมความงาม คาดว่าน่าจะแล้วเสร็จวันที่ 14 มี.ค.นี้ โดยกำหนดให้แพทย์ที่จบใหม่หรือแพทย์ที่ไม่มีความชำนาญเข้ารับการฝึกอบรม

นพ.อิทธพร คณะเจริญ รองเลขาธิการแพทยสภา กล่าวว่า ร่างหลักเกณฑ์ที่จะออกมาในระยะแรกไม่ได้บังคับให้แพทย์ทุกคนต้องเข้ามาร่วมอบรม แต่กรณีที่ผ่านการอบรมด้านการศัลยกรรมความงามจากสถาบันที่แพทยสภาให้การรับรองแล้วนั้นเปรียบเสมือนได้รับการยืนยันมาตรฐาน ถ้าเปิดคลินิกก็จะได้การยืนยันในมาตรฐานความรู้ความสามารถเช่นเดียวกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรแพทย์ จักษุแพทย์ เป็นต้น อย่างไรก็ตามยืนยันว่าสูจิบัตรที่ระบุว่าเป็นแพทย์ผ่านการอบรมเฉพาะทางนั้นไม่ใช่ใบอนุญาตว่าสามารถเปิดคลินิกได้ยังต้องขออนุญาตที่กองประกอบโรคศิลปะ ซึ่งอนาคตแพทยสภาอยากจะให้หลักสูตรนี้เข้าไปเป็นหนึ่งหลักเกณฑ์ที่ใช้ในการพิจารณาอนุญาตให้เปิดสถานบริการของกองประกอบโรคศิลป์เหมือนกันแต่คงเป็นไปได้ยาก เพราะเกี่ยวข้องกับกฎหมาย การที่จะนำแพทย์จากต่างประเทศเข้ามาทำงานหรือสอนวิชาการในประเทศจำเป็นต้องขออนุญาตจากแพทยสภาก่อนเพื่อจะได้ตรวจสอบว่าบุคคลดังกล่าวเป็นแพทย์จริงหรือไม่ ติดคดีความอะไรมาหรือไม่ เพราะกลัวเรื่องการมาชุบตัวในประเทศไทย อีกทั้งก่อนหน้านี้เคยเกิดกรณีนำเข้าแพทย์ศัลยกรรมความงามจากต่างประเทศแต่กลับมาทำให้คนไข้เสียโฉมแล้วหนีกลับประเทศของตัวเองไป อย่างนี้แพทยสภาไม่สามารถติดตามตัวได้.

 

ทบทวนข่าว ไม้เท้าเลเซอร์สำหรับผู้ป่วยพาร์กินสัน

ทบทวนข่าว ไม้เท้าเลเซอร์สำหรับผู้ป่วยพาร์กินสัน

คำชี้แจง: ทบทวนข่าวในหัวข้อนี้ เนื้อหาในนี้เกิดจากรวบรวมและเรียบเรียงเนื้อหาเกี่ยวกับไม้เท้าเลเซอร์ สำหรับผู้ป่วยพาร์กินสันซึ่งปรากฏตามหน้าหนังสือพิมพ์ อาจไม่ได้มีข่าวจากหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ เนื่องจากตัดข่าวที่มีเนื้อหาซ้ำกันออกไป

พาร์กินสัน คืออะไร

โรค พาร์กินสัน (Parkinson’s Disease, PD) เป็นโรคความเสื่อมของระบบประสาท (Neuro degenerative Disorders) ซึ่งส่งผลให้สารโดปามีน (Dopamine) ในสมองลดลง เนื่องจากสารนี้มีความสำคัญในการควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ ส่งผลให้เกิดการเคลื่อนไหวผิดปกติผู้ป่วยจะมีอาการสั่นอาการแข็งเกร็ง อาการเคลื่อนไหวช้า หรือเคลื่อนไหวน้อย และมีการทรงตัวที่ไม่มั่นคงทำให้ผู้ป่วยประสบปัญหาการเดินติดขัด ไม่สามารถเริ่มก้าว มีอาการติดขัดขณะหมุนตัวหรือการเดินซอยเท้าถี่ๆ แม้ว่าอาการเหล่านี้จะสามารถควบคุมได้ด้วยยา แต่ในผู้ป่วยโรคพาร์กินสันระยะเวลานาน อาจไม่ตอบสนองต่อยา อีกทั้งมีอาการข้างเคียงจากยาและอาการอื่นๆ เช่นมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ท้องผูก ยุกยิกเห็นภาพหลอน หูแว่ว ภาวะซึมเศร้า และความจำลดลง เป็นต้น

รศ.นพ.รุ่งโรจน์ พิทยศิริ กล่าวว่า โรคพาร์กินสัน เป็นโรคที่มักพบในผู้สูงอายุและส่งผลต่อคุณภาพชีวิต ซึ่งอาจเกิดจากสาเหตุคือ
1. อายุที่เพิ่มขึ้น
2. พันธุกรรมทำให้พบผู้ป่วยในอายุน้อย
3. ศีรษะถูกกระแทกและกระทบกระเทือนบ่อยๆ ซึ่งได้เก็บตัวอย่างในกลุ่มนักมวย พบว่านักมวยที่มีจำนวนการชกเกิน 100 ยกจะมีอัตราเสี่ยงในการเกิดโรคพาร์กินสันได้มากกว่า
4. สารเคมีโดยล่าสุดจากการสำรวจพบว่าความชุกในการเกิดโรคพาร์กินสันในประชากร ไทย อยู่ในภาคกลางมากที่สุด ได้แก่ ชัยนาท สิงห์บุรีพระนครศรีอยุธยา โดยมีผู้ป่วยเกิน 200 คนต่อประชากรแสนคนเมื่อเทียบกับอัตราการเกิดโรคทั้งประเทศอยู่ที่ 110 คนต่อประชากรแสนคนเท่านั้น ซึ่งเป็นไปได้ว่าอาจมีความเชื่อมโยงกับปริมาณการใช้สารเคมี เพราะยังไม่มีการตรวจร่างกายและเก็บตัวอย่างเลือดไปตรวจอย่างละเอียดแต่เป็น ข้อสันนิษฐานเนื่องจากในสหรัฐอเมริกา พบว่า ฟาร์มที่ใช้ยาฆ่าแมลง 230 เหรียญสหรัฐต่อปีจะมีความเสี่ยงในการเกิดพาร์กินสันได้

ปัญหาการเดิน ติดขัดและหกล้มในผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน พบได้มากกว่าร้อยละ 50 โดยเป็นในลักษณะต่างๆ ดังนี้ เดินซอยเท้าถี่ๆหรือเดินโดยใช้ส่วนของปลายเท้าลงพื้นก่อนการเดินไปและหยุด นิ่งเป็นพักๆ ไม่สามารถก้าวเดินต่อไปได้ อาการก้าวไม่ออกในก้าวแรกๆ และเสียการทรงตัวในระหว่างกลับตัวหรือเดินผ่านทางเดินแคบๆ เป็นต้น ซึ่งเป็นผลทำให้ผู้ป่วยหกล้มได้รับบาดเจ็บหรือเกิดอันตรายจนต้องเข้ารับการ รักษาในโรงพยาบาล และส่วนใหญ่จะเกิดในช่วงที่ยาหมดฤทธิ์ แต่อาจเกิดในช่วงยาออกฤทธิ์ได้หากดำเนินโรคมาสู่ระยะปลาย

ปัญหาที่พบ ในผู้ป่วยพาร์กินสัน คือ การเข้าถึงการรักษา เนื่องจากส่วนหนึ่งผู้ป่วยไม่ยอมรับว่าป่วยด้วยโรคนี้ หรือ การวิเคราะห์โรคไม่ตรงอาการ เพราะมีความใกล้เคียงกับโรคอื่นอีกหลายโรค และราคายาที่แพง ทำให้ผู้ป่วยยังเข้าถึงการรักษาได้น้อย ผู้ป่วยพาร์กินสันจึงมักมีอาการแย่ลง

“การเดินติดขัดในผู้ป่วยพาร์กินสันนี้มีลักษณะพิเศษ คือสามารถเริ่มเดินหรือก้าวเท้าต่อไปได้เมื่อมีการกระตุ้นด้วยแสงทางสายตา หรือมีการกระตุ้นด้วยเสียงทางการได้ยินให้ก้าวเท้าเดิน นอกจากนี้ ในขณะที่ผู้ป่วยมีอาการเดินติดขัด หากมีสิ่งกีดขวางจะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถก้าวข้ามสิ่งกีดขวางและเดินต่อไปได้ ซึ่งถือเป็นการแก้ปัญหาการทำงานที่ผิดปกติของวงจรต่างๆ ในสมอง โดยใช้การกระตุ้นจากสิ่งเร้าจากภายนอกมาเป็นตัวช่วย ทดแทนสัญญาณประสาทที่ลดน้อยลงหรือขาดหายไป ซึ่งในปัจจุบันนี้อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ช่วยแก้ไขปัญหาการเดินติดขัดในโรค พาร์กินสันมีค่อนข้างน้อย ทำให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงอุปกรณ์ดังกล่าวได้”

ด้วยเหตุ นี้ คณะผู้วิจัยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ ได้แก่ รศ.นพ.รุ่งโรจน์ พิทยศิริ, พญ.เฮเลน ฮอย ยัง หลิง จากคณะแพทยศาสตร์ น.ส.วรรณนิภัทศ บัวเทศ สาขาวิชาวิศวกรรมชีวเวช, รศ.ดร.มานะ ศรียุทธศักดิ์ และดร.นิติพันธุ์ ศรีบุญเรือง คณะวิศวกรรมศาสตร์, นางรัตนฤดี เทพหัสดิน ณ อยุธยา, น.ส.จินตนา ดงอานนท์, น.ส.ลลิตา แก้ววิไลและ น.ศ.ณัฐวดี ต่อสนิท ศูนย์รักษาโรคพาร์กินสันและกลุ่มโรคความเคลื่อนไหวผิดปกติโรงพยาบาล จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จึงได้ร่วมกันทำวิจัยเพื่อพัฒนาไม้เท้าเลเซอร์ช่วยเดินซึ่งมีคุณสมบัติทั้ง แสงและเสียงสำหรับผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน

การพัฒนาไม้เท้าช่วยเดิน

ช่วง แรกของการออกแบบไม้เท้า เริ่มจากผูกเชือกสีแดงไว้บริเวณด้านล่างไม้เท้าวอล์คเกอร์ (มี 4 ขา) เมื่อไรที่ก้าวเท้าจะต้องแตะเชือกก่อนเหมือนเป็นตัวไกด์ไลน์ ที่เรียกว่า Visual cues ถือเป็นเทคนิคง่ายๆ ถัดมาได้พัฒนาอุปกรณ์ช่วยเดิน โดยนำท่อน้ำมาประกอบกลับหัวเป็นรูปตัวแอล (L) แล้วให้ผู้ป่วยก้าวข้าม แต่ด้วยข้อจำกัดด้านขนาดที่ใหญ่ อีกทั้งไม่สะดวกพกพาไปที่สาธารณะ จึงต้องพับแนวคิดนั้นเข้าลิ้นชัก

ไม้เท้าที่พัฒนานี้ แบ่งเป็น 2 รุ่น คือ ไม้เท้าชนิดใช้แสงเลเซอร์ และไม้เท้าชนิดขวางกั้น ทั้งสองรุ่นนี้ผู้ป่วยสามารถใช้งานได้เหมือนกับไม้เท้าทั่วไปเมื่อผู้ป่วย ไม่มีอาการเดินติดขัด หากผู้ป่วยมีอาการเดินติดขัด สามารถดึงลักษณะพิเศษของไม้เท้าพาร์กินสันทั้ง 2 ชนิด ดังนี้
1. ไม้เท้าชนิดใช้แสงเลเซอร์ เมื่อ ต้องการใช้งานให้กดสวิตช์สีแดงบริเวณหัวด้านหลังไม้เท้า และกดไม้เท้าลงที่พื้นจะปรากฏแสงเลเซอร์สีเขียวเส้นตรง กว้าง 3 มิลลิเมตร ยาวประมาณ 75 เซนติเมตร พุ่งออกมาขวางด้านหน้าผู้ป่วย จากนั้นผู้ป่วยจะก้าวข้ามเส้นเลเซอร์ จึงทำให้ผู้ป่วยสามารถเดินต่อไปได้
2. ไม้เท้าชนิดขวางกั้น (ตัวแอล : L) ผู้ป่วยต้องปรับปลายไม้เท้าให้ส่วนขวางกั้นยื่นออกมาจากตัวไม้เท้า แล้วจึงก้าวข้ามสิ่งขวางกั้นนั้น ทั้งนี้ไม้เท้าทั้ง 2 ชนิดสามารถปรับความสูง-ต่ำของไม้เท้าให้เหมาะสมกับความสูงของผู้ป่วยแต่ละ ราย

ไม้เท้าทั้งสองรุ่นนี้ สามารถปรับความสูง-ต่ำของไม้เท้าให้เหมาะกับร่างกายผู้ป่วย ผลิตจากวัสดุอะลูมิเนียม มีความแข็งแรง ทนทาน น้ำหนักเบาและพกพาสะดวก

ผลการศึกษา

การ วิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ทำการออกแบบและพัฒนาไม้เท้าเลเซอร์ช่วยเดิน ที่มีความจำเพาะต่อผู้ป่วยพาร์กินสันที่มีปัญหาการเดินติดขัด โดยอาศัยหลักการกระตุ้นทางสายตาและสิ่งกระตุ้นทางการได้ยิน โดยใช้แสงเลเซอร์และสียงที่เปล่งออกมาจากไม้เท้าเพื่อกระตุ้นให้ผู้ป่วยก้าว เดินได้ง่าย ทั้งนี้ คณะผู้ทำวิจัย ได้นำไม้เท้าเลเซอร์นี้ไปทดลองกับกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน จำนวน 38 ราย ที่เป็นผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคพาร์กินสันมากกว่า 6 เดือน มีระดับความรุนแรงของโรคอยู่ในช่วง 2-3 ปี มีปัญหาการเดินติดขัดมีอาการอย่างน้อย 2 ใน 4 อาการ ได้แก่ สั่นแข็งเกร็ง เคลื่อนไหวช้า ทรงตัวไม่สม่ำเสมอและเป็นผู้ป่วยที่ได้รับยาอย่างต่อเนื่อง

ผล การศึกษาพบว่า การใช้ไม้เท้าเลเซอร์ช่วยเดินที่กระตุ้นด้วยแสงกับผู้ป่วยจำนวน 30 ราย จาก 38 ราย ในช่วงที่ยาหมดฤทธิ์ผู้ป่วยมีจำนวนติดขัดน้อยลง มีเวลาของการก้าวติดขัดลดลง อีกทั้งผู้ป่วยสามารถเพิ่มระยะก้าว และเพิ่มความเร็วในการเดิน เมื่อวิเคราะห์ผู้ป่วยตามระดับความรุนแรงของโรคในกลุ่มตัวอย่างที่ทดสอบการ กระตุ้นด้วยแสงพบว่าผู้ป่วยที่มีระดับความรุนแรงของโรคมากเดินได้ดีกว่า กลุ่มที่มีระดับความรุนแรงของโรคน้อย โดยพิจารณาจากจำนวนก้าวติดขัดที่ลดลง และเวลาของก้าวที่ติดขัดลดลงในช่วงที่ยาหมดฤทธิ์ นอกจากนี้ ยังพบว่าในผู้ป่วยที่มีระดับความรุนแรงของโรคมากมีระยะก้าวเพิ่มขึ้น และมีความเร็วในการเดินเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบการกระตุ้นด้วยเสียงและการกระตุ้นด้วยแสงร่วมกับการกระตุ้นด้วย เสียงของไม้เท้าเลเซอร์กับไม้เท้าทั่วไป ไม่พบว่ามีการลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติของจำนวนก้าวที่ติดขัด และระยะเวลาของก้าวที่ติดขัด

การศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าไม้เท้า ที่ใช้แสงเลเซอร์เป็นตัวกระตุ้นสามารถช่วยให้ผู้ป่วยโรคพาร์กินสันมีจำนวน ก้าวติดขัดและเวลาของก้าวติดขัดลดลงอย่างมีนัยสำคัญขณะเดียวกันก็ช่วยให้ ระยะก้าวความเร็วในการเดินและจังหวะในการเดินดีขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ยาหมดฤทธิ์ ซึ่งเห็นได้ชัดในผู้ป่วยที่มีระดับความรุนแรงของโรคมาก ทั้งนี้ ไม้เท้าเลเซอร์ช่วยเดินนี้ ยังต้องมีสิ่งที่ศึกษาเพิ่มเติมในอนาคตคือควรมีการศึกษาในผู้ป่วยพาร์กินสัน ในจำนวนที่มากขึ้นควรมีการพัฒนาไม้เท้าที่เชื่อมต่อแบบไร้สาย เพื่อใช้ในการศึกษาของการก้าวติดขัดและเพิ่มความเข้มของแสงเลเซอร์ให้มาก ยิ่งขึ้น

ลำดับเหตุการณ์
30 มีนาคม 2553
รศ.นพ.รุ่งโรจน์ พิทยศิริ จากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณะ ซึ่งได้รับทุนจากโครงการทุนวิจัยเซเรบอส อวอร์ด ในปี 2550 โดยขณะนี้สามารถพัฒนาอุปกรณ์ต้นแบบสำเร็จแล้ว อยู่ระหว่างการนำไปใช้กับผู้ป่วยในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ หลังจากทดสอบการใช้งานกับผู้ป่วยอาสาสมัคร 30 คน พบว่าเหมาะใช้เป็นเครื่องมือการรักษาควบคู่กับการกินยาปกติ โดยผู้ป่วยก้าวขาได้ยาวขึ้น อาการก้าวติดลดลงและสามารถเดินเร็วกว่าการรักษาด้วยยาเพียงอย่างเดียว โครงการทุนวิจัยเซเรบอส อวอร์ด เป็นโครงการวิจัยด้านโภชนศาสตร์เภสัชศาสตร์ และสาขาที่เกี่ยวข้อง เช่น ผลิตภัณฑ์อาหาร สมุนไพร และยา รวมทั้งพฤติกรรมการบริโภคที่มีผลต่อโภชนบำบัดและการส่งเสริมสุขภาพ เพื่อขอรับทุนสนับสนุนการวิจัยวงเงินไม่เกิน 5 แสนบาท โดยจะพิจารณาคัดเลือกโครงการที่เหมาะสมไม่เกิน 5 โครงการต่อปี

สิงหาคม 2553
แผน วรรณเมธี เลขาธิการสภากาชาดไทย รับมอบเงินสนับสนุนทำไม้เท้าเลเซอร์ให้ผู้ป่วยพาร์กินสันจาก ดร.ลักขณา ลีละยุทธโยธิน ประธานบริษัทเซเรบอส(ประเทศไทย) จำกัด และนายบุญเลิศ สุขเสรีทรัพย์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัทเซเรบอส(ประเทศไทย) จำกัด เป็นจำนวนเงิน 300,000 บาท ณ อาคารเทอดพระเกียรติ สภากาชาดไทย โดยมีรศ.นพ.รุ่งโรจน์ พิทยศิริ หัวหน้าศูนย์รักษาโรคพาร์กินสัน โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ร่วมรับมอบ ,

13 ตุลาคม 2553
พระ เจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์โสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เสด็จเป็นองค์ประธานเปิดงานฉลอง “แบรนด์ 175 ปี สร้างเสริมสุขภาพ สร้างสรรค์สังคมไทย” โอกาสนี้ประทานวโรกาสให้ อิจิ โคอิเกะ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เซเรบอส (แปซิฟิก) จำกัด ถวายเงินโดยเสด็จพระกุศลสมทบทุน “มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย” และ ท่านผู้หญิงเพ็ญศรี วัชโรทัย ผู้แทนคณะกรรมการฯ ถวายเงินโดยเสด็จพระกุศลสมทบทุนการประดิษฐ์ไม้เท้าเลเซอร์ให้แก่ผู้ป่วยโรค พาร์กินสัน โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

24 ธันวาคม 2553
ข่าวผลการศึกษาวิจัยไม้เท้าช่วยเดินสำหรับผู้ป่วยพาร์กินสัน

14 มกราคม 2554
เบื้องหลังการพัฒนาไม้เท้าสำหรับผู้ป่วยพาร์กินสัน

22 มกราคม 2554
ศูนย์ รักษาโรคพาร์กินสันและกลุ่มโรคความเคลื่อนไหวผิดปกติ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เชิญชวนผู้มีใจกุศลบริจาคเงินเข้าร่วมโครงการ “ไม้เท้าพาร์กินสันพระราชทาน” เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกาผู้อำนวยการ สภากาชาดไทย เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโรคพาร์กินสันที่มีปัญหาการเดินติดขัดให้สามารถช่วย เหลือตัวเองได้ สามารถป้องกันการบาดเจ็บและได้รับอันตรายจากการหกล้ม

รศ.นพ.รุ่งโรจน์ กล่าวอีกว่า ในปี 2553 ที่ผ่านมา สภากาชาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กรุงเทพมหานคร และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ได้จัด โครงการปีรณรงค์โรคพาร์กินสัน 2553 เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทยเพื่อกระตุ้นให้ประชาชนและผู้ป่วยมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคพาร์กินสัน สามารถดำรงชีวิตได้อย่างเป็นปกติ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพื่อให้โครงการดังกล่าวต่อเนื่อง และเพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงอุปกรณ์ช่วยเดินดังกล่าวได้ จึงได้จัดโครงการ “ไม้เท้าพาร์กินสันพระราชทาน” เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยที่มีปัญหาการเดินติดขัดทั่วประเทศ อันจะนำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ไม้เท้าพาร์กินสันพระราชทาน มี 2 ชนิดได้แก่ ไม้เท้าชนิดใช้แสงเลเซอร์ และไม้เท้าชนิดขวางกั้น (ตัวแอล: L) โดยผู้ป่วยสามารถใช้งานไม้เท้าได้เช่นเดียวกับไม้เท้าชนิดธรรมดาเมื่อผู้ ป่วยไม่มีอาการเดินติดขัด แต่เมื่อใดที่ผู้ป่วยมีอาการเดินติดขัด ผู้ป่วยสามารถใช้งานลักษณะพิเศษของไม้เท้าพาร์กินสันทั้ง 2 ชนิด ดังนี้ ไม้เท้าชนิดใช้แสงเลเซอร์เมื่อต้องการใช้งานให้กดสวิตช์สีแดงบริเวณหัวด้าน หลังไม้เท้า และกดไม้เท้าลงที่พื้นจะปรากฏแสงเลเซอร์พุ่งออกมาขวางด้านหน้าผู้ป่วย จากนั้นผู้ป่วยจะก้าวข้ามเส้นเลเซอร์ จึงทำให้ผู้ป่วยสามารถเดินต่อไปได้ ส่วนไม้เท้าชนิดขวางกั้น ผู้ป่วยต้องปรับปลายไม้เท้าให้ส่วนขวางกั้นยื่นออกมาจากตัวไม้เท้า แล้วจึงก้าวข้ามสิ่งขวางกั้นนั้น ทั้งนี้ไม้เท้าทั้ง 2 ชนิดสามารถปรับความสูง-ต่ำของไม้เท้าให้เหมาะสมกับความสูงของผู้ป่วยแต่ละ ราย

“จำนวนไม้เท้าพระราชทานในขั้นต้นนี้จำนวน 200 ราย ซึ่งไม้เท้ามีต้นทุนราคาอยู่ที่อันละประมาณ 1,500 บาท แต่เราตั้งใจจะจัดทำไม้เท้าพระราชทานนี้ให้ได้มากที่สุดแต่ยังติดขัดที่งบ ประมาณในการสั่งผลิต จึงอยากจะขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคเงินเพื่อสั่งทำไม้เท้าทั้งสอง แบบ เพื่อส่งมอบให้ผู้ป่วยโรคพาร์กินสันที่มีความจำเป็นต้องใช้ไม้เท้าดังกล่าว”

28 มีนาคม 2554
รศ.นพ.รุ่งโรจน์ พิทยศิริ กล่าวว่าการรักษาโรคพาร์กินสันในปัจจุบันพบว่ามียาหลายชนิดตั้งแต่ราคาเม็ด ละ 6 บาทจนถึง 100 บาท ปัญหาคือหลายโรงพยาบาลยังไม่สามารถสั่งยาให้ผู้ป่วยได้ และมียาเพียง 3 ชนิดเท่านั้นที่อยู่ในบัญชียาหลัก ปัจจุบันพบว่าผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน เกือบ70% ยังไม่เข้าสู่ระบบการรักษาและมีอาการเข้าสู่ระยะท้าย ซึ่งพบว่าผู้ป่วยกลุ่มนี้ยังเข้าถึงยาได้ยากเพราะยามีราคาแพง ทำให้อาการแย่ลงจนรักษาได้ยาก อย่างไรก็ตาม มีการจัดทำโครงการพัฒนาไม้เท้า เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตให้แก่ผู้ป่วย ซึ่งโครงการนี้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯทรงให้ความอนุเคราะห์ จึงมีการจัดตั้งกองทุน “ไม้เท้าพาร์กินสันพระราชทาน” เปิดรับลงทะเบียนผู้ป่วยเพื่อขอรับไม้เท้าตั้งแต่ มิ.ย.2553 เป็นต้นมา มีประชาชนลงทะเบียนแล้ว 40,049 คน พบว่าผู้ป่วยกลุ่มที่ลงทะเบียนจะเป็นผู้ป่วยที่เริ่มมีอาการระหว่าง 2-5 ปี ซึ่งเป็นผู้ป่วยที่อาการเริ่มแย่ลง เคลื่อนไหวได้ช้าลง โดยผู้ป่วยจะได้รับพระราชทานไม้เท้าในเดือน มิ.ย. 54 นี้

12 เมษายน 2554
รศ.นพ.รุ่งโรจน์ พิทยศิริ หัวหน้าศูนย์รักษาโรคพาร์กินสันและกลุ่มโรคเคลื่อนไหวผิดปกติ กล่าวถึงสาเหตุของการเกิดโรคพาร์กินสัน ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรค อาการ การร่วมพัฒนาไม้เท้าเลเซอร์สำหรับผู้ป่วย

ไม้เท้าพระราชทาน มีส่วนช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคพาร์กินสันอย่างมาก โดยนายประสิทธิ ฉัตรเวที ข้าราชการเกษียณอายุ 68 ปี หนึ่งในผู้ป่วยโรคพาร์กินสันที่มาลงทะเบียนแล้ว บอกกับเราว่า ตนเริ่มมีอาการสั่นเกร็ง ตอนอายุ 60 ปี จึงไปหาหมอ และได้รับคำตอบว่าเป็นโรคกระดูกพรุน รักษาที่โรงพยาบาลเอกชนอยู่กว่า 2 ปีแต่อาการก็ไม่ดีขึ้น จึงมาเข้ารับการที่ รพ.จุฬาฯ ถึงรู้ว่าตนเองเป็นโรคพาร์กินสัน ปัจจุบันรักษามาแล้วกว่า 5-6 ปี อาการก็เริ่มดีขึ้นเดินได้มากขึ้น แต่ยังสั่นเกร็งอยู่ โดยวันนี้เป็นครั้งแรกที่ได้เริ่มมาฝึกใช้ไม้เท้าเลเซอร์ และคิดว่าน่าจะช่วยให้อาการดีขึ้นอีก

การสมทบทุนซื้อไม้เท้าพาร์กินสันเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้
ส่วน ผู้สนใจร่วมบริจาคสมทบทุนซื้อไม้เท้าพาร์กิน เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ ต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 1,500 บาทต่อ 1 อัน (โดยร่วมกับมูลนิธิขาเทียม) สามารถโอนเงินเข้าบัญชี ได้ที่

(สำหรับผู้ที่ไม่ต้องการใบเสร็จรับเงินเพื่อนำไปลดหย่อนภาษี)
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขา ศาลาแดง
ชื่อบัญชี กองทุนโรคพาร์กินสันและกลุ่มโรคความเคลื่อนไหวผิดปกติ
เลขที่บัญชี 103-1-33090-9
(ให้ Fax หลักฐานการโอนเงินพร้อม ชื่อ นามสกุล ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ พร้อมระบุวัตถุประสงค์บริจาคเพื่อทำไม้เท้าผู้ป่วยพาร์กินสัน แล้ว Fax มาที่ 02-256-4630, 02-256-4612)

(สำหรับผู้ที่ต้องการใบเสร็จรับเงินเพื่อนำไปลดหย่อนภาษี)
ธนาคารไทยพาณิชย์
ชื่อบัญชี สภากาชาดไทย
เลขที่บัญ 045-2-88000-6
(ให้ Fax หลักฐานการโอนเงินพร้อม ชื่อ นามสกุล ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ พร้อมระบุวัตถุประสงค์บริจาคเพื่อทำไม้เท้าผู้ป่วยพาร์กินสัน แล้ว Fax มาที่ 02-251-7901)

รายละเอียดเพิ่มเติม
http://www.chula-parkinsons.org/
โทร 02-2564000 ต่อ3361, 081-1079999, 081-1070000
สายด่วนสภากาชาดไทย 1664

คู่มือการใช้งานไม้เท้าพระราชทาน
คู่มือการใช้ไม้เท้าพาร์กินสันพระราชทานแบบเลเซอร์
http://www.chula-parkinsons.org/wp-content/uploads/2011/04/Manual_laser.pdf
คู่มือการใช้ไม้เท้าพาร์กินสันพระราชทานแบบมีสิ่งกีดขวาง
http://www.chula-parkinsons.org/wp-content/uploads/2011/04/Manual.pdf

เอกสารอ้างอิง
1. ไม้เท้าเลเซอร์เพื่อผู้ป่วยพาร์กินสัน สุดยอดผลงานของนักวิจัยจุฬาฯ. แนวหน้า ปีที่ 31 ฉบับที่ 10859 วันจันทร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2553 หน้า 19
2. “ไม้เท้าเลเซอร์” ฟื้นชีวิตผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน. สยามรัฐ ปีที่ 61 ฉบับที่ 21169 วันอังคารที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2554 หน้า 27
3. “เซเรบอส” เปิดรับงานวิจัยสุขภาพแจกทุน 5 แสนบาท (ไม้เท้าเลเซอร์). กรุงเทพธุรกิจ ปีที่ 23 ฉบบที่ 7859 วันอังคารที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2553 หน้า 9
4. ภาพข่าว: ข่าวข้นคนเข้ม: ไม้เท้าเลเซอร์ (ไม้เท้าเลเซอร์) ข่าวสด ปีที่ 20 ฉบับที่ 7192 วันอาทิตย์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2553 หน้า 4
5. ภาพข่าว: ทำไม้เท้าเลเซอร์. คมชัดลึก ปีที่ 9 ฉบับที่ 3215 วันจันทร์ที่ 9 สิงหาคม 2553 หน้า 28
6. เฉลิมฉลอง’แบรนด์ 175 ปี สร้างเสริมสุขภาพ สร้างสรรค์สังคมไทย. แนวหน้า ปีที่ 31 ฉบับที่ 10790 วันอังคารที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2553 หน้า 24
7. บุษกร ภู่แส. คอลัมน์ innovation: “ไม้เท้า”เปลี่ยนชีวิต. กรุงเทพธุรกิจ ปีที่ 24 ฉบับที่ 8149 วันศุกร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2554. หน้า 9
8. คอลัมน์ Charity: ไม้เท้าพระราชทานเพื่อผู้ป่วยพาร์กินสัน. แนวหน้า ปีที่ 31 ฉบับที่ 10883 วันเสาร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2554 หน้า 21
9. หมอชี้ป่วยพาร์กินสัน70%เข้าไม่ถึงยาเล็งแจกไม้เท้าเลเซอร์พระราชทานมิ. ย.นี้. ASTVผู้จัดการรายวัน ปีที่ 3 ฉบับที่ 737 วันจันทร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2554 หน้า 10
10. “ไม้เท้าเลเซอร์” ฟื้นชีวิตผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน. สยามรัฐ ปีที่ 61 ฉบับที่ 21169 วันอังคารที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2554 หน้า 27

 

ตะลึง! น้ำอัดลมมีผลเสียมหาศาล ควรเร่งหามาตรการควบคุม

 จากการเก็บข้อมูลย้อนหลังพบว่า น้ำอัดลมถูกนำมาใช้ในทางที่ผิดโดยนำมาผสมกับสารเสพติด ยาแก้ไอ ยาแก้ปวด ข้าวเหนียว ยาสตรี หรือผสมกับอื่น ๆ แทบทุกกรณีและแทบทุกสูตรที่มีปัญหาต้องมีน้ำอัดลมเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ นอกจากนี้ยังพบว่ามีข่าวที่แสดงว่าน้ำอัดลมก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นมีส่วนก่อให้เกิดภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน กระดูกพรุน อาการซึมเศร้า อาการก้าวร้าว

 

ถึงเวลาที่จะมีมาตรการควบคุมเกี่ยวกับน้ำอัดลมแล้วหรือยัง เพื่อคุ้มครองสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชน แต่จะทำสำเร็จหรือไม่กับมูลค่าตลาดน้ำอัดลมที่สูงเกิน 3 หมื่นล้านบาทต่อปี สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาควบคุมแต่ยาที่ถูกนำมาใช้ในทางที่ผิด แต่ลืมควบคุมน้ำอัดลมซึ่งได้ถูกนำมาใช้ในทางที่ผิดหรือถูกนำมาใช้อย่างไม่เหมาะสมด้วย


ข้อมูลย้อนหลังเกี่ยวกับน้ำอัดลมมีดังนี้

 

1. มูลค่าการตลาดน้ำอัดลม

มูลค่าตลาดน้ำอัดลม 30,000 ล้านบาท เมื่อปี พ.ศ.2549 (ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 30 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 หน้า 26)

 

2. การนำน้ำอัดลมมาใช้ในทางที่ผิด

2.1น้ำอัดลมผสมกับกระท่อม

- พ.ต.ท.สมบูรณ์ ทองสมบูรณ์ รอง ผกก.หน.สภ.ต.สามบ่อ อ.ระโนด นำกำลังจับกุมนายกามาลูดิง สาแม อายุ 37 ปี  และนายหะมะ แจ๊แล นายก อบต.ตอหลัง  อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี ขณะขับรถปิกอัพทะเบียน กข 7707 ยะลา พร้อมยึดของกลางใบกระท่อม 3 กระสอบ น้ำหนัก 30 กิโลกรัม ที่วัยรุ่นใน 3 จว.ชายแดน นิยมนำไปต้มน้ำผสมน้ำอัดลม ยาแก้ไอ ซึ่งเจ้าหน้าที่จะได้สืบสวนขยายผลว่า ผู้ต้องหาทั้งคู่ มีส่วนเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่หรือไม่ (เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2549 หน้า 10)

 

2.2 น้ำอัดลมผสมยาแก้ไอ

- เจ้าหน้าที่พบชายวัยรุ่น 8 คน พร้อมของกลางยาแค็ปซูลยี่ห้อพีเอ็มแอล จำนวน 9 เม็ด น้ำเชื่อมบรรจุขวดขนาด 250 ซีซี จำนวน 2 ขวด และยาแก้ไอ ยี่ห้อ PHENSEDYL จำนวน 6 ขวด ขวดน้ำอัดลมขนาด 2 ลิตร ภายในมีส่วนผสมของทั้ง 3 อย่างเข้าด้วยกันเรียบร้อยแล้ว จำนวน 6 ขวด และขวดขนาด 150 ซีซี อีกจำนวน 5 ขวด แบ่งขายในราคาขวดละ 300 บาท ปืนปากกา 3 กระบอก กระสุนขนาด 9 ม.ม. จำนวน 5 นัด กระสุนขนาด .357 จำนวน 1 นัด ต้นกัญชา 1 ต้น บ้องกัญชา 1 อัน ไฟแช็ก 12 อัน โทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง และซิมการ์ด 3 อัน นอกจากนี้ยังพบหนังสือเกี่ยวกับการแบ่งแยกดินแดน อีก 1 เล่ม การจับกุมในครั้งนี้ ตำรวจยังพบโพยรายชื่อลูกค้าโคเดอีนจำนวนมาก (ข่าวสด ฉบับวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2549 หน้า 14)

- ร.ต.ต.ชาตรี สุวรรณดอน รอง สวป.สภ.อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา พร้อมสายตรวจชุดวิหค รับแจ้งว่ามีกลุ่มวัยรุ่นมุสลิมรวมตัวกันหลายคน บริเวณหน้าโรงแรมสิงคโปร์เขตเทศบาลนครหาดใหญ่ จึงไปตรวจสอบและพบกลุ่มวัยรุ่นดังกล่าว จึงเชิญตัวมาสอบปากคำที่งานป้องกันและปราบปราม สภ.อ.หาดใหญ่ และจากการตรวจค้นห้องพักพบยาแก้ไอ น้ำอัดลมและน้ำแข็ง เชื่อว่าเป็นส่วนผสมของยาเสพติดประเภทสี่คูณร้อย จากการสอบปากคำวัยรุ่นทั้ง 8 ระบุว่าเพิ่งเสร็จสิ้นจากการเข้าโครงการบำบัดยาเสพติดที่โรงเรียนวิวัฒน์พลเมือง จ.สงขลา ก่อนจะเดินทางกลับได้มาเช่าห้องพักโรงแรมดังกล่าวจนกระทั่งถูกเชิญตัวมาสอบปากคำ จึงทำประวัติทั้ง 8 คนเอาไว้ และประสานยัง กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าเพื่อสอบประวัติทั้งหมดอย่างละเอียดอีกครั้ง (มติชน ฉบับวันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2550 หน้า 14)

- พ.ต.ท.ธนาพล มีชัย รอง ผกก.ป.สภ.อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส นำกำลัง 15  นายตั้งจุดตรวจจุดสกัดลอยบริเวณถนนตำบลสายเรียง-อำเภอรามัน ช่วง ม.8 ต.เรียง เพื่อสกัดกั้นการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ไม่หวังดีลอบก่อเหตุร้ายอยู่ก็พบรถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า  รุ่นวีโก้ สีดำ 4  ประตู ทะเบียน ชง-6742 กทม. ขับผ่านมาแบบมีพิรุธ จึงขอตรวจค้นพบใต้เบาะนั่งหลังคนขับ ใต้พื้นปูกันกระแทกกระบะหลังรวมทั้งใต้ล้ออะไหล่  มียาแก้ไอชนิดน้ำเชื่อมยี่ห้อบีเพนดรินที่วัยรุ่นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้นิยมนำไปผสมกับเครื่องดื่มน้ำอัดลมก่อนบริโภคซุกซ่อน  639   ขวด คิดมูลค่ากว่า 1  แสนบาท จึงควบคุมตัวคนขับรถซึ่งเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านบาโงปะแต  ต.โคกสะตอ  อ.รือเสาะ  จ.นราธิวาส  และผู้ต้องหาอายุ 25 ปี และอายุ 15 ปี มาทำการสอบสวน (ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2550 หน้า 8)

- พ.ต.ท.รัชทพงษ์ เตี้ยสุด สว.กก.1 ศสส.สตม. พร้อมด้วย ร.ต.อ.ธวัชชัย นรินรัตน์ รอง สว.กก.1 ศสส.สตม. นำกำลังเข้าจับกุมขบวนการลักลอบขนส่งยาแก้ไอที่มีส่วนผสมของสารโคเดอีน และถือว่าเป็นสารเสพติดประเภท 3 ไปให้กลุ่มวัยรุ่นในพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา พบของกลางยาแก้ไอยี่ห้อเทนนาดริน จำนวน 450 ขวด รถเก๋ง 1 คัน และโทรศัพท์มือถืออีก 3 เครื่อง (บ้านเมือง ฉบับวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 หน้า 2)

- นายต้น (นามสมมติ) อายุ 17 ปี นักเรียนโรงเรียนแห่งหนึ่ง ให้สัมภาษณ์ว่า กินยาแก้ไอมาระยะหนึ่งแล้ว เพื่อนแนะนำให้ลองโดยสั่งซื้อจากร้านขายยาแถวบ้าน ทางร้านจะจัดหามาให้เป็นยาน้ำกับแคปซูล โดยไม่ต้องบอกกล่าวอะไรหากไม่ใช่ร้านประจำเมื่อสั่งซื้อยาเขาจะถามว่าเอายาแผงด้วหรือไม่ ปกติซื้อราคาชุดละ 60-70 บาท กินโดยผสมกับน้ำอัดลม จากนั้นจะเกิดอาการมึนและกระตุกเล็กน้อยในเวลานอน (คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556 หน้า 15)

 

2.3 น้ำอัดลมผสมยาแก้ไอ ใบกระท่อม

- เจ้าหน้าที่ยึดของกลางประกอบด้วยยาแก้ไอยี่ห้อ บีเฟนดิน ขนาดเล็ก จำนวน 131 ขวด ใบกระท่อมที่ต้มบรรจุในขวดน้ำอัดลมแบบพลาสติกขนาด 1.25 ลิตร ปริมาตรเกือบเต็มขวด กัญชา 1 กรัม เหล้าแห้ง 1 เม็ด มีดพก และเสื้อผ้าชุดลายพรางจำนวนหนึ่ง จึงควบคุมตัวผู้ต้องหารทั้งหมดส่งไปควบคุมที่ศูนย์วิวัฒน์สันติค่ายอิงคยุทธบริหาร อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เพื่อสอบสวนขยายผลต่อไป (บางกอกทูเดย์ ฉบับวันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2550 หน้า 8)

- วันที่ 26 เม.ย. 2550 เวลา 19.00 น. พล.ต.ต.วิทยา โกสิยะสถิต ผบก.น.ฯ พ.ต.อ.ปกรณ์ กิตติวัฒน์ ผกก.สส.น. 4 พร้อมเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน ร่วมกันแถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหา ต.โคกสะตอ อ.ลือเซาะ จ.นราธิวาส พร้อมด้วยของกลางใบกระท่อม จำนวน 20 กรัม ยาแก้ไอบรรจุขวดน้ำอัดลมขนาด 1 ลิตร จำนวน 23 ขวด บรรจุขวดขนาด 2 ลิตร จำนวน 2 ขวด และบรรจุขวดขนาด 5 ลิตรอีกจำนวน 4 ขวด รวมประมาณ 50 ลิตร (บ้านเมือง ฉบับวันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2550 หน้า 6)

- เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุม “สนธยา นิ่มมะโน” หรืออีกฉายา “หนึ่ง แฟรนไชส์” ได้ที่บ้านเช่าหลังหนึ่งในเขตอำเภอเมือง นครศรีธรรมราช พร้อมสร้างความฮือฮา เพราะพบของกลาง “น้ำท่อม” หรือ “น้ำกระท่อม” บรรจุถุงแช่เย็นเจี๊ยบ ขนาดย่อมคล้ายน้ำเก๊กฮวย หรือ น้ำลำไย ภายในตู้เย็น           สอบปากคำทราบว่า น้ำกระท่อมแช่เย็นพร้อมดื่มนี้ นายสนธยาผลิตขึ้นมาเอง ทำจากใบกระท่อม น้ำอัดลมโค้ก ยาแก้ไอ ในปริมาณที่พอดี แต่ไม่ปริปากบอกว่าสัดส่วนเท่าไหร่ เพียงแต่บอกว่าหากแช่เย็นเจี๊ยบผู้บริโภคดื่มแล้วจะชื่นใจ (มติชน ฉบับวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2556 หน้า 9)

 

2.4 น้ำอัดลมผสมยาแก้ไอ ใบกระท่อม ยากันยุง

- เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหาผู้ต้องหาว่ามียาแผนปัจจุบันไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต นำตัวทั้งหมดพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.อ.หาดใหญ่ เพื่อดำเนินคดีต่อไป ทั้งนี้เนื่องจากยาแก้ไอดังกล่าว วัยรุ่นบางกลุ่มนำไปเป็นส่วนผสมของยาเสพติดโดยนำไปต้มกับใบกระท่อม น้ำอัดลม และยากันยุง นิยมในกลุ่มวัยรุ่นมุสลิม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเรียกว่า 4 คูณ 100 (บ้านเมือง ฉบับวันที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2550 หน้า 15)

- ผู้กำกับการกลุ่มงานสืบสวน ภ.จว.สงขลา นำหมายค้นศาลจังหวัดสงขลาพร้อมกำลังเข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 13/18 ม.4 ต.คลองแห อ.หาดใหญ่ หลังสืบทราบว่ามีกลุ่มวัยรุ่นมุสลิมมั่วสุมยาเสพติด และอาจเชื่อมโยงกับกลุ่มก่อความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผลการตรวจค้นเจ้าหน้าที่ยึดใบกระท่อมสดจำนวน 30 กิโลกรัม  ยาเสพติดสูตรสี่คูณร้อยบรรจุขวดน้ำอัดลมขนาด 2 ลิตร จำนวน 4 ขวด และควบคุมตัววัยรุ่น 5 คนที่อยู่ในบ้านดังกล่าว ดำเนินคดีในข้อหามียาเสพติดให้โทษ สอบสวนผู้ต้องหารับสารภาพซื้อใบกระท่อมสดมาจาก จ.นครศรีธรรมราช ในราคากิโลกรัมละ 80 บาท และส่งจำหน่ายให้กับกลุ่มวัยรุ่นใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กิโลกรัมละ 200 บาท ทำให้มีกำไรกว่า 1 เท่าตัว และใบกระท่อมสดส่วนหนึ่งยังนำมาเป็นส่วนผสมในยาเสพติดสี่คูณร้อยดื่มกินกันเอง (มติชน ฉบับวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2550 หน้า 16)

- เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองตรัง นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจค้นภายในห้องเช่าเลขที่ 18/6 หมู่ที่ 2 ต.โคกหล่อ อ.เมืองตรัง จับกุมวัยรุ่นได้จำนวน 5 คน ขณะกำลังนั่งร่วมวงดื่มกินยาเสพติด ชนิด 4X100 กันอย่างสนุกสนาน พร้อมของเป็นพืชกระท่อมที่ต้มแล้ว บรรจุอยู่ในถุงพลาสติก จำนวน 1 ถุง พืชกระท่อมที่บรรจุอยู่ในถุงพลาสติก จำนวน 200 ใบ ขวดยาแก้ไอที่ใช้แล้ว ยี่ห้อบีเฟนดริล จำนวน 3 ขวด หม้อหุงข้าวที่ใช้สำหรับต้มน้ำพืชกระท่อม จำนวน 1 ลูก ขวดน้ำอัดลมที่ดัดแปลงเป็นแก้วน้ำ จำนวน 1 ขวด และหลอดเครื่องดื่ม จำนวน 2 หลอด (โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2551 หน้า A13)

- ฉก.ศรีวิชัยได้นำกำลังสมาชิก อส. เข้าตรวจสอบห้องเช่าบริเวณหลังวิกคิงส์เก่า ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ตามที่ได้รับแจ้งร้องเรียนจากราษฎรในพื้นที่ว่ามีกลุ่มวัยรุ่นมั่วสุม ชุด ฉก.ศรีวิชัยจึงเข้าตรวจสอบพบกลุ่มวัยรุ่นมั่วสุมในห้องพักประมาณ 8 คน เมื่อเข้าไปถึงกลุ่มวัยรุ่นพยายามขัดขืนและหลบหนีการจับกุม ทำให้ นายประยูร สายหมุน สมาชิก อส.นครศรีธรรมราช ได้รับบาดเจ็บ นิ้วกระดูแตก 1 โดยสามารถจับกุมวัยรุ่นได้เพียง 2 คน จากการตรวจสอบพบ กระท่อม, น้ำอัดลม, ยาแก้ไอ อยู่ภายในห้อง คาดว่ามีการมั่วสุมดื่มยาเสพติดประเภท 4×100 ภายหลังสารวัตรนักเรียนประสานทางผู้ปกครอง และทางวิทยาลัยฯ มารับนักศึกษากลับไปลงโทษตามระเบียบและให้ฝ่ายปกครองติดตามพฤติกรรมต่อไป สำหรับวัยรุ่นที่หลบหนีไปอีก 6 คน ทางสารวัตรนักเรียนจะดำเนินการตามตัวมาลงโทษต่อไป (บ้านเมือง ฉบับวันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 หน้า 15)

- พ.ต.ท.ภก.วิเชียร ตั้งธนานุวัฒน์ กลุ่มงานนิติวิทยา สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ กล่าวว่า ผู้เสียชีวิตรายแรกจากการเสพ 4 คูณ 100 จากการชันสูตรพบว่า เสียชีวิตจากภาวะกดประสาทส่วนกลางร่วมกับภาวะกดดันการหายใจจากฤทธิ์ไม่พึงประสงค์ของสารเสพติดโดยตรง และการเสริมฤทธิ์ของยาแต่ละชนิดผลการชันสูตรจากเลือดและปัสสาวะของผู้เสียชีวิต พบสารเมตาโบไลต์ของยาหลายชนิด เช่น ไมทราไกนีน ซึ่งเป็นสารกลุ่มอัลคาลอยด์จากพืชกระท่อม คาเฟอีน 0.39 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร ยาบำบัดความเครียด นอนไม่หลับ (อัลปราโซแลม) 0.2 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร ยารักษาโรคซึมเศร้า (นอร์ทริพไทลีน) 1.78 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร เมทาโดน 0.3 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร ยาระงับประสาท (ทรามาดอล) 0.27 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร และยากระตุ้นประสาท (เมทแอมเฟตามีน) 0.4 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร ซึ่งสารทั้งหมดเป็นส่วนประกอบในการผสมยาเสพติดชนิด 4 คูณ 100 ทั้งสิ้น ซึ่งส่วนผสมหลักคือ น้ำต้มใบกระท่อม น้ำอัดลม ยาน้ำแก้ไอ และยาระงับประสาท หรือยาจุดกันยุงชนิดขด (มติชน ฉบับวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 หน้า 10)

- เมื่อเวลา 00.20 น. วันที่ 19 มิ.ย. นายดลเดช พัฒนรัฐ นายอำเภอเบตง จ.ยะลา รับแจ้งจากชาวบ้านว่า มีกลุ่มวัยรุ่นมั่วสุมเสพยาเสพติด 4 คูณ 100 ที่ใต้สะพานข้ามหมู่บ้านกัมปงตาแลจึงสั่งการให้นายอมร ชุมช่วย ปลัดอำเภอหัวหน้าฝ่ายความมั่นคง ประสาน ร.ต.อ.นครอทยาน รองสวป.สภ.เบตง นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจและอส. จับกุมผู้ต้องหาได้ 2 คน คือ นายมี มะมิง อายุ 22 ปี และนายสมหมาย อีนเดอเร็ก อายุ 26 ปี พร้อมยึดของกลางยาแก้ไอบีเฟนดริล 10 ขวด ใบกระท่อมสดหนัก 2 ก.ก. น้ำต้มพืชกระท่อม บรรจุในขวดน้ำอัดลม 300 ม.ล. หม้อหุงข้าวสำหรับต้มน้ำกระท่อม 1 ใบ และอุปกรณ์การเสพจำนวนหนึ่ง จึงควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวนสภ.เบตงดำเนินคดีต่อไป (ข่าวสด ฉบับวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2553 หน้า 16)

- นครศรีธรรมราช – ชาวบ้านสุดทน แจ้งตำรวจจับสองผัวเมียอาสาสมัครมูลนิธิกู้ภัยสุดแสบ นำรถฉุกเฉินเปิดท้ายขายใบกระท่อมพร้อมส่วนผสม สี่คูณร้อยสารภาพหมดเปลือก ส่งขายให้คนงานรับจ้าง และกลุ่มวัยรุ่นในพื้นที่ พบยาแก้ไอ 16 ขวด น้ำอัดลมขนาด 1.7 ลิตร จำนวน 12 ขวด ขวดเครื่องดื่มชูกำลัง 24 ขวด (ASTVผู้จัดการรายวัน ฉบับวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2555 หน้า 6)

 

2.5 น้ำอัดลมผสมสูตรรวมมิตร

พ.ต.ท.จุมพล เปรมศิริ รองผกก.ป.สภ.อ.เบตง เปิดเผยว่า ขณะนี้ผู้เสพใบกระท่อมเปลี่ยนพฤติกรรมการเสพ จากเดิมที่ใช้วิธีกินเคี้ยวสด มาใช้วิธีนำมาต้มรวมกับยากันยุง ยาโซแลม ยานอนหลับ กัญชา และยาแก้ไอ แล้วดื่มรวมกับน้ำอัดลมแช่เย็น ซึ่งเป็นที่นิยมของวัยรุ่นในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และกำลังระบาดมาถึงวัยรุ่นในอ.เบตง อีกทั้งในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้จะเรียกยาเสพติดสูตรนี้ว่า น้ำศักดิ์สิทธิ์ หลังดื่มแล้วจะมีฤทธิ์กดประสาทอย่างรุนแรง ทำให้ผู้เสพใจกล้าบ้าบิ่นไม่กลัวตาย ซึ่งหลังจากการจับกุมจะขยายผลถึงต้นทางว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการมอมเมาเยาวชนในการหาแนวร่วมของกลุ่มก่อความไม่สงบหรือไม่ (ข่าวสด ฉบับวันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2550 หน้า 14)

- พ.ต.ท.ปัญญา คารวนันท์ พนักงานสอบสวน สภ.โคกโพธิ์ กล่าวว่า “ตามหลักศาสนาอิสลามห้ามกินเหล้า เด็กวัยรุ่นเลยหันมาดื่มสี่คูณร้อยแทน เพราะออกฤทธิ์เหมือนกันคือทำให้มึนเมา ที่ผ่านมาจากการจับกุมแนวร่วมผู้ก่อความไม่สงบพบว่าบางคนดื่มสี่คูณร้อยก่อนออกมาก่อความวุ่นวายด้วย”พ.ต.ท.ปัญญา กล่าวและว่า มีข่าวว่ามีการนำส่วนผสมของยากันยุงไปผสมกับสี่คูณร้อย หรือบางรายก็นำผงในหลอดนีออนเติมลงไปด้วยเพื่อเร่งปฏิกิริยาเวลาเสพ แต่จากการสอบสวนผู้ต้องหาแต่ละคนยังไม่มีใครยืนยันว่ามีการนำสารดังกล่าวผสมไปจริงหรือไม่สองพี่น้องมุสลิมคู่หนึ่งที่ไม่ขอเปิดเผยชื่อ ขยายความถึงสี่คูณร้อยที่พวกเขาเคยตัดสินใจคบหากับมันมาระยะหนึ่งว่า ในการผลิตสิ่งแรกที่ต้องทำคือหาซื้อน้ำใบกระท่อมต้มก่อน ซึ่งหาซื้อได้ง่ายในเขต อ.โคกโพธิ์ และ อ.สะบ้าย้อย ที่มีกำนันคนหนึ่งใน อ.สะบ้าย้อย เป็นผู้ต้มและนำมาขายในราคาถุงละ 50-80 บาท ซึ่งสาเหตุที่ต้องต้มเนื่องจากหากขนใบกระท่อมเป็นใบก็จะถูกตำรวจจับได้ง่าย เมื่อนำไปต้มแล้วจะพรางตาตำรวจได้ดีกว่า และคนที่จะนำมาผสมก็ไม่ต้องต้มเองให้เสียเวลาด้วยสองพี่น้องเล่าให้ฟังต่อว่า น้ำกระท่อม 1 ถุง สามารถใส่ขวดน้ำอัดลมขนาด 1.25 ลิตร ได้พอดี ลักษณะของน้ำกระท่อมจะเป็นน้ำสีเขียวเข้มแต่ไม่เข้มเท่าน้ำใบบัวบก  มีรสชาติขมจึงต้องนำไปผสมกับน้ำอัดลมประเภทโคล่า ก่อนเติมยาแก้ไอที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ลงไปโดยยาแก้ไอจะมีหลายราคาตามแต่ความเข้มข้นตั้งแต่ 50 บาท ไปจนถึงขวดละหลายร้อยบาท”จากนั้นก็ใส่พวกยากล่อมประสาทที่เป็นเม็ดเล็กๆ ลง ซึ่งยาพวกนี้เด็กวัยรุ่นส่วนใหญ่จะได้มา จากสถานบำบัดยาเสพติดที่เคยถูกส่งเข้าไปบำบัด เช่น ยาซอแล่ม  (Zolam)   เป็นต้น เมื่อผสมกันแล้วก็นำมาดื่มกินกัน”มันก็สนุกดีนะก็คงเหมือนกับกินเหล้า แต่พวกผมกินเหล้าไม่ได้ เลยลองดัดแปลงมาดื่มพวกนี้ดู แต่ผมว่ามันออกจะง่วงนอนนะ กินแล้วไม่น่าจะออกไปก่อเหตุได้หรอก กินกันสนุกๆ เท่านั้น และที่มีข่าวว่าเอายากันยุงไปผสม หรือเอาหลอดนีออนใส่ไป พวกผมไม่เคยลองเพียงแต่ได้ยินมาเท่านั้น ใครจะกล้าไปกิน” (แนวหน้า ฉบับวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2550 หน้า 5)

- น.พ.มงคล ณ สงขลา รมว.สาธารณสุข พร้อมด้วย น.พ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดสัมมนาผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงสาธารณสุข เลขาธิการสำนักงานปราบปรามยาเสพติผู้กำกับการตำรวจ และผู้แทนจากหน่วยงานใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ กองทัพภาค 4 ฝ่ายการเมืองผู้นำศาสนา ฝ่ายปกครอง ฝ่ายการศึกษา ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนใต้ นักวิชาการ องค์กรเอกชนสาธารณประโยชน์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประมาณ 100 คน เมื่อวันที่ 25 ม.ค.51 ที่โรงแรมโนโวเทล อ.หาดใหญ่จ.สงขลา เพื่อระดมสมองร่วมวางมาตรการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดสารเสพติดในจังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งผู้ใช้สารเสพติดมักเป็นกลุ่มวัยรุ่น“ขณะนี้ปัญหาสารเสพติดในประเทศไทย มีแนวโน้มกลับมาระบาดรุนแรงขึ้นและแตกต่างกัน เช่น ที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีปัญหาจากสารระเหยในแทบทุกชุมชน แต่ในชุมชนเมืองใหญ่ เช่น กทม. เชียงใหม่ ชลบุรี มีปัญหาเรื่องยาบ้าส่วนภาคใต้มีการแพร่ระบาดของยาเสพติดหลายชนิด เช่น พืชกระท่อม ซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษ ประเภท 5 ตามพระราชบัญญัติเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ในอดีตพบว่าคนเฒ่าคนแก่และผู้ใช้แรงงานจะใช้เป็นยาสมุนไพร โดยนำใบมาต้มหรือเคี้ยวใบสดใช้รักษาโรค เช่น โรคบิด โรคกระเพาะ หรือปวดเมื่อยไม่ได้นำมาเพื่อเสพเป็นสารเสพติด แต่ขณะนี้มีวัยรุ่นนำพืชกระท่อมมาใช้มากขึ้นและใช้เพื่อการเสพติด เช่น นำมาผสมในสูตรสี่คูณร้อย โดยนำน้ำต้มใบกระท่อมมาผสมกับยาแก้ไอยากล่อมประสาทหรือกัญชา ซึ่งมีฤทธิ์กดประสาทส่วนกลาง และผสมกับน้ำอัดลมที่น่าเป็นห่วง คือ มีการพัฒนาหลายสูตรที่มีอันตรายต่อผู้เสพเพิ่มขึ้น เช่น ใส่ยากันยุงชนิดขด ใส่สารผงจากหลอดฟลูออเรสเซนต์ ล่าสุด มีสูตรที่เรียกว่า วันทูคอล โดยใส่กาแฟร้อนหรือนมเปรี้ยวลงไปด้วย ซึ่งใช้กันมากที่ จ.ระนอง เพราะเชื่อว่าจะแก้เมาไม่ง่วงนอน พฤติกรรมการเสพสี่คูณร้อยเป็นการเสพแบบพฤติกรรมหมู่ ทำให้เกิดการมึนเมา ผลในระยะสั้นทำให้เกิดอุบัติเหตุจราจร ซึ่งมีข้อสังเกตว่าวัยรุ่นที่บาดเจ็บจากอุบัติเหตุรถจักยานยนต์ที่ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี ร้อยละ 85 อยู่ในอาการมึนเมาโดยที่ไม่มีกลิ่นแอลกอฮอล์ และหากดื่มต่อเนื่องระยะยาวจะเกิดโทษต่อสมอง สมองถูกทำลาย เกิดโรคจิต โรคหวาดระแวงได้” น.พ.มงคล กล่าว (บางกอกทูเดย์ ฉบับวันที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2551 หน้า 14)

- นายสมพงศ์ อยู่เถาว์ หัวหน้าศูนย์ส่งเสริมความประพฤตินักเรียนนักศึกษา (สารวัตรนักเรียน) สพท.นครศรีธรรมราช เขต 1 เปิดเผยว่า พบการใช้ยาฉีดพ่นฆ่ายุงยี่ห้อดัง นำมาผสมโดยการฉีดลงไปในน้ำอัดลมที่ต้มกับกระท่อมรวมกับสารอื่นๆ โดย 1 กระป๋องขนาดกลางจะใช้ได้ 2 ครั้ง ฉีดผสมครั้งละครึ่งกระป๋อง เคยสอบถามเด็กวัยรุ่นที่ต้มกระท่อมในลักษณะนี้ได้รับคำตอบว่า จะเพิ่มความเมาได้เร็วมากขึ้น แต่เมื่อถามว่ารู้หรือไม่ว่าสารนั้นอันตรายกลับบอกว่า ไม่เห็นเป็นอะไรแค่เมาเร็วเท่านั้น ยอมรับว่ายากที่จะควบคุม (พิมพ์ไทย ฉบับวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2551 หน้า 14)

- นางกัลยทรรศน์ ติ้งหวัง เจ้าหน้าที่เครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภค จ.สตูล กล่าวว่า ล่าสุดมีข้อมูลว่า วัยรุ่นในจังหวัดภาคใต้ตอนล่างเบนความนิยม โดยการดื่มเครื่องดื่มสูตรที่เรียกว่า 8 คูณ 100 ที่มีส่วนผสมหลักเหมือน 5 คูณ 100 แล้วเติมเหล้าแห้ง โซดาและยากล่อมประสาท ที่วัยรุ่นเรียกว่า “โซแลม” มาโน 1 (mano 1) หรือลูกเม็ด ในบางพื้นที่อาจมีการเพิ่มหรือลดส่วนผสมต่างๆ ตามความต้องการของแต่ละกลุ่มวัยรุ่น ซึ่งตนมองว่าเป็นผลจากการที่วัยรุ่นต้องการหาสิ่งใหม่ๆ มาเพิ่มเติมความท้าทายในการทดลองเสพ โดยไม่รู้ว่าเป็นความคิดที่ผิดอย่างมาก แม้จะมีบางกลุ่มของวัยรุ่นที่นิยมเพิ่มส่วนผสมให้มากขึ้น แต่ในทางกลับกันก็สร้างความยุ่งยากในการเสพเพิ่มขึ้นเช่นกัน ทำให้ไม่ทันใจ วัยรุ่นส่วนใหญ่ในพื้นที่จึงหันมาให้ความสนใจและนิยมกับการดื่มเพียงโซแลมผสมน้ำอัดลม โดยนิยมดื่มในกลุ่มวัยรุ่น นักเรียนผู้ชายและผู้หญิง เนื่องจากทำง่ายใช้เวลาเร็ว ราคาถูกเม็ดละ 25-30 บาท มีทั้งขายเป็นเม็ดและเป็นแผง 10 เม็ด หาซื้อง่ายจากเพื่อนๆ หรือเอเย่นต์ที่เป็นที่รู้กันในหมู่วัยรุ่น และพกพาสะดวกรอดจากสายตาการตรวจจับของเจ้าหน้าที่รัฐ พ่อแม่ และครู ไม่เหมือนยาบ้าที่เสี่ยงต่อการถูกจับได้ง่าย (ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2551 หน้า 12)

- นายไชยา สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กำชับ อย.คุมเข้มร้านขายยาจำหน่าย “อัลปราโซแลม” หลังจากที่พบว่ามีการผสมโซแลมหรือยาเสียสาวกับน้ำอัดลมโดยดื่มกันอย่างเปิดเผย (คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2551 หน้า 2)

- น.พ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงปัญหาการแพร่ระบาดสารเสพติด 4 คูณ 100 ในกลุ่มวัยรุ่นของพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้  (ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส)  โดยนำใบกระท่อมมาบดกับยากันยุงชนิดขด แล้วนำไปต้ม จากนั้นจึงนำมาผสมกับน้ำอัดลมจำพวกโคคา-โคล่า และยาน้ำแก้ไอ หรืออัลปราโซแลม  ซึ่งต่อมาได้มีการแพร่ระบาดสู่กลุ่มวัยรุ่นจังหวัดสงขลาและสตูล  และมีการพัฒนาสูตรอย่างต่อเนื่องโดยเพิ่มสารฟลูออเรสเซนต์ แล้วเติมเหล้าแห้ง โซดา และอัลปราโซแลม ซึ่งเป็นยากล่อมประสาทที่วัยรุ่นเรียกว่า “โซแลม” (mano 1) หรือลูกเม็ด เป็น 8  คูณ 100 ซึ่งนับว่าเป็นอันตรายอย่างยิ่งและเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน อย่างไรก็ตาม การแพร่ระบาดของสารเสพติดนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะผู้เสพเท่านั้น ยังเกิดปัญหาต่อเนื่องต่อครอบครัว ชุมชน สังคมรอบข้าง และด้านความมั่นคง โดยเฉพาะ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย (บ้านเมือง ฉบับวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2551 หน้า 12)

- พ.อ.อัครทิพโรจน์ ผู้อำนวยการกองปฏิบัติการข่าวสาร กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า กล่าวว่า “สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ปัจจุบันพบว่า ส่วนหนึ่งการกระทำของแนวร่วมวัยรุ่นที่ถูกชักจูงด้วยการปลุกปั่น รวมถึงการนำยาเสพติดเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการหลอกลวงเยาวชนเข้าสู่ขบวนการและบังคับให้กระทำผิด โดยเฉพาะกลุ่มก่อความไม่สงบพยายามนำยาเสพติดชนิดหนึ่งเรียกว่า “สี่คูณร้อย” เข้ามาแพร่ระบาดมอมเมาในกลุ่มเยาวชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้เยาวชนตกเป็นเครื่องมือรวมทั้งเป็นเหยื่อยาเสพติดชนิดนี้ และตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ โดยให้ไปก่อเหตุร้ายเพื่อแลกกับยาเสพติดประเภทสี่คูณร้อย ที่มีส่วนผสมประกอบด้วย ใบกระท่อม ยาแก้ไอน้ำดำ ยากันยุง และน้ำอัดลม ผลของการเสพคือ ทำให้มีอาการประสาทหลอน ผู้ดื่มเกิดความมึนเมา เมื่อดื่มไปนานๆ จะทำให้สมองเสื่อม และเสียชีวิตในที่สุด  นอกจากนำใบกระท่อมมาใช้ผสมในสูตรสี่คูณร้อยแล้ว บางกลุ่มยังมีการพัฒนาสูตร โดยใส่กาแฟร้อนหรือนมเปรี้ยวผสมลงไปด้วย ซึ่งเรียกว่า วันทูคอล เพราะเชื่อว่าจะแก้เมา และไม่ง่วงนอน” ผอ.กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้ากล่าว (คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 หน้า 14)

- ยาแก้ไอของยาแผนปัจจุบันก็จะได้พบกับสารที่ผสมอยู่ในยาแก้ไอจำพวกกินแล้วติดหลายประเภท เช่น สารดีเอ็กซ์ เอ็ม-เด็กซ์โทรเมโทรแฟน ที่ขึ้นทะเบียนเป็นยาเดี่ยวมีจำนวนกว่า 162 ตำรับ และขึ้นทะเบียนเป็นยาผสมกับยาตัวอื่นอีกราว 229 ตำรับ มีทั้งยาน้ำ ยาเม็ด และลูกอม           สารนี้เมื่อเข้าสู่ร่างกาย โคเดอีนนี่มีฤทธิ์คล้าย “มอร์ฟีน” ทำให้เกิดอาการเคลิ้ม มึนเมา จึงถูกจัดเป็นยาเสพติดประเภท 2 ซึ่งการที่วัยรุ่นไทยนำไปผสมน้ำอัดลม โดยเฉพาะประเภทน้ำดำแล้วดื่มกันนั้น ขอบอกว่าฤทธิ์ของมันมิใช่แค่ทำให้มึนเมา หากดื่มเข้าไปในปริมาณที่มากและต่อเนื่อง มีสิทธิจะทำให้เกิดการชัก เพ้อคลั่ง ชีพจรเต้นช้า หัวใจเต้นเร็ว ไม่รู้สึกตัว กล้ามเนื้ออ่อนแรง ระบบการหมุนเวียนภายในร่างกายล้มเหลว ระบบการหายใจเป็นอัมพาต (มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 9-16 สิงหาคม พ.ศ. 2556 หน้า 93)

 

2.6 น้ำอัดลมผสมข้าวเหนียว

นายธวัชชัย ไทยเขียว อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน แจ้งว่า สาเหตุที่เด็กในสถานพินิจนครราชสีมาก่อเหตุจลาจล ส่วนหนึ่งเกิดจากในวันหยุด ผู้ปกครองมักมาเยี่ยมบุตรหลาน จะนิยมนำข้ามเหนียวและน้ำอัดลมไปฝาก เด็กบางคนหัวใสดัดแปลงนำข้าวเหนียวผสมกับน้ำอัดลมจนกลายเป็น “ส่าเหล้า” หรือ “อุ” เมื่อกินเข้าไปทำให้เมาแล้วเกิดฮึกเหิม ประกอบกับสาเหตุที่ไม่พอใจผู้บริหารที่บังคับใช้กฎระเบียบเข้มงวดเกี่ยวกับให้ญาติมาเยี่ยมและมีคำสั่งห้ามนำสิ่งของบางอย่างเข้าไปภายใน โดยเฉพาะในช่วงวันพ่อแห่งชาติที่ผ่านมา จนเด็ก ๆ รับไม่ได้กลายเป็นเงื่อนไขนำมาสู่การจลาจล (เดลินิวส์ (กรอบบ่าย) ฉบับวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2551 หน้า 2)

 

2.7 น้ำอัดลมผสมยาสตรี

          วัยรุ่นในพื้นที่ภาคอีสานหันมาดื่มยาน้ำสตรีผสมน้ำอัดลมแทนเหล้า แต่ อย.เตือนดื่มมากอันตรายถึงเสียชีวิต โดยผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้วัยรุ่นในหลายจังหวัดในภาคอีสาน อาทิ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี สุรินทร์ อำนาจเจริญ ทั้งเด็กวัยรุ่น เด็กแว้นและนักศึกษา นิยมดื่มยาน้ำสตรีผสมน้ำอัดลม เพราะยาน้ำสตรีมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ทั้งนี้ วัยรุ่นบางคนถูกบังคับจากพ่อแม่ ให้สาบานกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์เลิกดื่มเหล้า เลยหันมาดื่มยาน้ำสตรีผสมกับน้ำอัดลมแทนเหล้า เพราะเมาคึกคะนองมากกว่าเหล้า แต่วัยรุ่นบางกลุ่มนำไปผสมกับยาแก้ไอและน้ำอัดลมซึ่งออกฤทธิ์มึนเมามากกว่าหลายเท่า ด้านนายวินิต อัศวกิจวิรี ผู้อำนวยการกองควบคุมยา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า ยาน้ำสตรีเป็นยาสมุนไพรหลายชนิดใช้สำหรับสตรีรับประทานขับเลือด เช่น ช่วยประจำเดือนไม่ปกติ ช่วยขับน้ำคาวปลาหลังคลอดบุตร แต่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ประมาณ 10-12 เปอร์เซ็นต์ หากกินเข้าไปจำนวนมากเปรียบเหมือนดื่มเบียร์ เนื่องจากเบียร์ 1 กระป๋อง มีแอลกอฮอล์อยู่ประมาณ 10 กว่าเปอร์เซ็นต์ เท่ากับว่ากินยาน้ำสตรี 1 ขวด เท่ากับดื่มเบียร์ 1-2 กระป๋อง ยาน้ำสตรีแต่ละยี่ห้อมีสูตรไม่เหมือนกัน ส่วนผสมยาประเภทเผ็ดร้อน เช่น ขิง ว่านชักมดลูก เป็นยาที่มีฤทธิ์ในการกระชับกล้ามเนื้อที่หย่อนยานทุกส่วนของร่างกายให้กระชับแน่น บางคนกินเข้าไปจะมีอาการหน้าอกตึงหรือปวดมดลูก ปวดในช่องคลอด หากดื่มเข้าไปมากเกินกำหนดอาจทำให้ภายในร่างกาย กระชับกล้ามเนื้อ เช่น ท่อปัสสาวะ อุจจาระ หดเกร็ง ทำให้ปัสสาวะและอุจจาระออกเป็นเลือด หรือกระตุ้นส่วนต่างๆ ในร่างกายอาจส่งผลเสียต่ออวัยวะภายใน เช่น ระบบการหมุนเวียนโลหิต โดยเฉพาะคนที่มีปัญหาเรื่องโรคหัวใจ โรคไต โรคตับ อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต (ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 หน้า 6)

 

2.8 น้ำอัดลมผสมยาแก้ปวด

นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รมว.สาธารณสุข กล่าวถึงกรณีเด็กนักเรียนนำยาแก้ปวดทรามาดอลมาผสมน้ำอัดลมดื่ม เพื่อให้เกิดอาการมึนเมา ว่า เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อย ซึ่งยาตัวนี้จัดเป็นยาแก้ปวดอย่างแรง อยู่ในประเภทยาอันตรายที่ต้องควบคุมการขายโดยเภสัชกร และร้านขายยาต้องมีการจัดทำบัญชีควบคุมการครอบครอง การจำหน่ายให้ชัดเจน ไม่แนะนำให้ใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 17 ปี ในกรณีที่เกิดการแพ้ยาจะเกิดอาการชักได้ และหากใช้นานๆ จะเสพติด ขณะนี้ได้ให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศตรวจสอบเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง พร้อมกำชับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ตรวจสอบอย่างเข้มงวด และให้ทำหนังสือถึงผู้ผลิต ผู้นำเข้า และร้านขายยาทั่วประเทศ ตามที่กฎหมายกำหนด ในส่วนของเภสัชกรนั้น ห้ามขายให้แก่ผู้ที่ไม่มีอาการปวดรุนแรง และต้องจ่ายยาในปริมาณที่เหมาะสม เพราะยาตัวนี้ห้ามใช้เกินวันละ 4 เม็ด หากร้านขายยาใดฝ่าฝืนจะพักใบอนุญาตการขาย 120 วัน และส่งให้สภาเภสัชกรรมพิจารณาจรรยาบรรณการประกอบวิชาชีพของเภสัชกร ซึ่งอาจเข้าข่ายการพักหรือเพิกถอนใบประกอบวิชาชีพของเภสัชกรผู้ควบคุมร้าน (ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2556 หน้า 2)


3. ผลต่อสุขภาพ

3.1 น้ำหนักเกิน

- น้ำอัดลมเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เด็กมีน้ำหนักเกิน (สยามรัฐ ฉบับวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2549 หน้า 7)

- นพ.สุริยเดว ทรีปาติ โฆษกเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กล่าวว่า เด็กที่ดื่มน้ำอัดลมลดลงจากวันละ 2 แก้วเหลือ 1 แก้ว ภายใน 12 เดือน จะลดน้ำหนักได้มากกว่ากลุ่มที่ไม่ลด การดื่มน้ำอัดลมแต่ละกระป๋องจะเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นโรคอ้วนได้ถึง 60% เมื่อเทียบกับคนที่ไม่ดื่ม พน้อมยังได้เสนอว่า โรงเรียนควรมีนโยบายเครื่องดื่มอ่อนหวาน ซึ่งหมายถึงการทำให้เครื่องดื่มในโรงเรียนไม่ควรมีน้ำตาล หรือมีน้ำตาลไม่เกิน 5% นอกจากนั้นรัฐบาลควรมีนโยบายไม่สนับสนุนให้คนไทยดื่มน้ำอัดลม ด้วยการจัดทำภาษีอ่อนหวาน โดยเก็บภาษีน้ำอัดลม เป็นภาษีท้องถิ่น เพื่อนำไปสนับสนุนกิจกรรมของโรงเรียนในท้องถิ่น (กระแสหุ้น ฉบับวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 หน้า 23)

- นายแพทย์สุพรรณ ศรีธรรมมา โฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำการเฝ้าระวังพฤติกรรมสุขภาพในกลุ่มเยาวชนในโรงเรียน 21 จังหวัดทั่วประเทศ ผลปรากฏว่า การกินอาหารและควบคุมน้ำหนักพบว่าเยาวชนกินขนมกรุบกรอบ ดื่มน้ำอัดลมอาทิตย์ละ 2-4 วัน และกินอาหารฟาสต์ฟูดเฉลี่ยอาทิตย์ละ 1 วัน ทำให้มีน้ำหนักเกินวันและอ้วน โดยพบนักเรียนชายมากกว่านักเรียนหญิง แต่นักเรียนหญิงจะพยายามลดน้ำหนักมากกว่านักเรียนชาย (ASTVผู้จัดการรายวัน ฉบับวันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2552 หน้า 14)

- ผลงานวิจัย 3 ชิ้น ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ของสหรัฐ ผ่านทางเว็บไซต์ของวารสารการแพทย์ นิว อิงแลนด์ เมื่อวันเสาร์ (22 ก.ย.)  ระบุว่า สถิติการบริโภคน้ำอัดลม และเครื่องดื่มรสผลไม้ในปัจจุบัน เพิ่มขึ้นจากเมื่อราว 30 ปีก่อนถึง 2 เท่า ส่งผลให้อัตราส่วนประชากรชาวอเมริกันที่มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐานเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 30 ในช่วงเวลาเดียวกัน บ่งชี้ไปในทางเดียวกันว่า น้ำอัดลม และเครื่องดื่มรสผลไม้ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคอ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่ชาวอเมริกัน (เดลินิวส์ (กรอบบ่าย) ฉบับวันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2555 หน้า 11)


3.2 กระดูกพรุน

- ดร.แคเทอรีน ทักเกอร์ และทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยทัฟต์สในบอสตัน สหรัฐฯ พบว่าผู้หญิงที่ดื่มโคล่าทุกวันมีความหนาแน่นของมวลกระดูก (bone mineral density – BMD) ในสะโพกน้อยกว่าผู้หญิงที่เดือนหนึ่งแทบไม่ได้ดื่มน้ำอัดลมประเภทน้ำดำนี้เลย 5% กล่าวคือมีความเสี่ยงที่จะเกิดกระดูกพรุนมากกว่า (ผู้จัดการรายวัน 12 ตุลาคม 2549 หน้า 34)

- นพ.สุริยเดว ทรีปาติ โฆษกเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กล่าวว่า งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์พบว่า เด็กอายุ 9 เดือน สูงถึง 31% เคยดื่มน้ำอัดลมหรือน้ำหวานแล้ว น้ำอัดลมกลายเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมของเด็กไทย ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพในหลายด้าน อาทิ การสะสมมวลกระดูกของเด็ก จะแข็งแรงหรือไม่ 50% จะสร้างขึ้นช่วงวัยรุ่น แต่น้ำอัดลมมีกรดฟอสฟอริก ทำให้ความหนาแน่นของมวลกระดูกลดลง กระดูกเปราะ มีผลให้กระดูกหักง่าย หรือกลายเป็นโรคกระดูกพรุนก่อนวัยอันควร นอกจากนี้ยังกล่าวอีกว่า งานวิจัยในอังกฤษยังพบว่า การดื่มน้ำอัดลมเป็นปัจจัยหนึ่ง ที่ทำให้เด็กวัยอายุ 14 ปี 92 ใน 100 คน สารเคลือบฟันกร่อน ฟันบางลง หรือขอบฟันแตกได้ง่าย การดื่มน้ำอัดลมวันละครั้ง อาจทำให้เด็กอายุ 12 ปี มีโอกาสฟันกร่อน ถึง 59% (กระแสหุ้น ฉบับวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 หน้า 23)

- ท.พ.ดร.วิริทธิ์พล ศรีมณีพงศ์ เปิดเผยว่า การศึกษาล่าสุดในประเทศอังกฤษพบว่า วัยทำงานอายุ 30-50 ปีจัดเป็นกลุ่มเสี่ยงที่มีอาการเสียวฟันมากที่สุด เนื่องจากมีการดื่มน้ำอัดลม น้ำผลไม้ที่มีความเป็นกรด เครื่องดื่มชูกำลังประเภทปอร์ตดริงก์ต่างๆ มีผลทำให้สารเคลือบฟันกร่อน ฟันบางลง หรือขอบฟันแตกได้ง่าย (บางกอกทูเดย์ ฉบับวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2550 หน้า 15)


3.3 อาการอยู่ไม่นิ่งและโรคซึมเศร้า

- คณะนักวิจัยมหาวิทยาลัยออสโลนำเสนอผลการวิจัยในวารสารสาธารณสุขอเมริกันพับบลิค เฮลธ์ ตีพิมพ์ผลการศึกษาในนอร์เวย์ว่า เก็บข้อมูลจากวัยรุ่นอายุ 15-16 ปี จำนวน 5,000 กว่า พบว่าคนวัยรุ่นที่ดื่มน้ำอัดลมมากยิ่งมีปัญหาทางจิต เช่น อยู่ไม่นิ่งและซึมเศร้ามากขึ้น โดยวัยรุ่นส่วนใหญ่ดื่มน้ำอัดลมเฉลี่ย 1-6 แก้วต่อสัปดาห์ วัยรุ่นที่ไม่ทานมื้อเช้าและมื้อกลางวันเป็นกลุ่มที่ดื่มน้ำอัดลมมากที่สุด หากดื่มเกินกว่าสัปดาห์ละ 6 แก้ว มีปัญหาทางจิตมากที่สุด นอกจากนี้ ยังพบว่าวัยรุ่นชายร้อยละ 10 และวัยรุ่นหญิงร้อยละ 2 ดื่มน้ำอัดลมไม่ต่ำกว่าวันละ 4 แก้ว สันนิษฐานว่า สารที่อยู่ในน้ำอัดลม เช่น กาเฟอีน เป็นต้นเหตุให้เกิดความผิดปกติดังกล่าว แต่ยังไม่ได้ตรวจสอบอาหารประเภทอื่นที่เป็นแหล่งให้น้ำตาลแก่วัยรุ่นนอกจากน้ำอัดลม (ข่าวสด ฉบับวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2549 หน้า 24)

 

3.4 อาการก้าวร้าว

- งานวิจัยชิ้นใหม่เกี่ยวกับผลกระทบของการบริโภคน้ำอัดลมของ ดร.ซารา โซลนิก จากมหาวิทยาลัยเวอร์มอนต์ สหรัฐเผยแพร่ทางเว็บไซต์ของวารสารอินเจอรี่ พรีเวนชั่น ระบุว่าวัยรุ่นที่ดื่มน้ำอัดลมแค่วันละกระป๋อง จะมีพฤติกรรมก้าวร้าวเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 9-15 และมีแนวโน้มชอบความรุนแรงและใช้อาวุธด้วย ผลการวิจัยดังกล่าวได้จากการสำรวจวัยรุ่นอายุ 14-18 ปีจำนวน 1,878 คน จากโรงเรียนรัฐบาล 22 แห่งในเมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเส็ตต์ สหรัฐอเมริกา สอบถามเกี่ยวกับจำนวนการบริโภคน้ำอัดลมและการใช้ความรุนแรงต่อเพื่อนพี่น้อง หรือกระทั่งคนรัก รวมไปถึงการพกพาอาวุธปืนและมีด ในช่วงปีที่ผ่านมา พบด้วยว่าวัยรุ่นที่ดื่มน้ำอัดลมมากกว่าสัปดาห์ละ 5 กระป๋อง มีแนวโน้มจะก่อความรุนแรงและทำร้ายผู้อื่น โดยในจำนวนนี้มากกว่าร้อยละ 23 ที่ดื่มน้ำอัดลม 1-2 กระป๋องต่อสัปดาห์พกปืนและมีด ขณะที่คนที่บริโภคมากกว่านี้มีแนวโน้มจะใช้ความรุนแรงกับคนรักเพิ่มขึ้นร้อยละ 15-27 และใช้ความรุนแรงกับเพื่อนเพิ่มจากร้อยละ 35 เป็นร้อยละ 58 กับญาติเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 25 เป็นร้อยละ 43 ทั้งนี้ มีความเป็นไปได้ว่าจะมีปัจจัยอื่นๆ ที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดพฤติกรรมความก้าวร้าวในวัยรุ่น และมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการบริโภค ที่ส่งผลให้วัยรุ่นเลือกดื่มน้ำอัดลมทั้งนี้ งานวิจัยก่อนหน้านี้ระบุว่า ภาวะการได้รับสารอาหารน้อยเป็นสาเหตุทำให้เกิดพฤติกรรมต่อต้านสังคม (ข่าวสด ฉบับวันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2554 หน้า 28)


3.5 เสียชีวิตไม่ทราบสาเหตุ

- พบผู้เสียชีวิตนอนคว่ำเสียชีวิต หน้าอกทับทับโทรสัพท์มือถือของตัวเองอยู่ในห้องนอน สภาพศพมีขวดน้ำอัดลมดื่มไปแล้วครึ่งขวดอยู่วางอยู่ จากการสอบสวนทราบว่า ผู้ตายกลับจากออกกำลังกายแล้วก็เข้านอน ซึ่งเจ้าหน้าที่จะสืบหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงต่อไป (ไทยรัฐ (กรอบบ่าย) ฉบับวันที่ 02 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 หน้า 12)

 

 

เอกสารอ้างอิง

- ใต้วางเพลิงอีก วอด 3 โรงเรียน “สนธิ” ลงพื้นที่ถกหารือลับด้าน “มั่นคง”. เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2549 หน้า 10

- จับ 8 น.ศ.ราชภัฏคาแมนชั่น-มั่วเสพแก้ไอ. ข่าวสด ฉบับวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2549 หน้า 14

- จับโจ๋ขนยาแก้ไอชนิดน้ำ 4 คูณ 100. บ้านเมือง ฉบับวันที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2550 หน้า 15

- “โจรใต้” เหี้ยม เป่าผัวตาย เมียเจ็บ. บางกอกทูเดย์ ฉบับวันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2550 หน้า 8

จับหนุ่มขนยาแก้ไอส่งขายวัยรุ่นใต้. บ้านเมือง ฉบับวันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2550 หน้า 6

- บึ้มนาวิกฯ-ตร.นราฯเจ็บ8จับ5โจ๋”ผลิตยา”ส่ง3จว.ใต้. มติชน ฉบับวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2550 หน้า 16)

- เล็งสอบ”มะแอ”หน.อาร์เคเค ระเบิด-ยิง7ทหารสุราษฎร์ฯ. มติชน ฉบับวันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2550 หน้า 14

- วัยรุ่นดื่มน้ำอัดลม-เครื่องดื่มชูกำลัง เสี่ยงฟันสึกดูได้จากอาการเสียวฟัน. บางกอกทูเดย์ ฉบับวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2550 หน้า 15

- เมืองคอนปฏิบัติการ 90 วันล้างบางผู้เสพ-ผู้ค้า. พิมพ์ไทย ฉบับวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2551 หน้า

- โจรใต้”ฆ่า-เผา””2อนามัย”ยะรังกพ.ปลอบขรก. ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2550 หน้า 8

- จับยาแก้ไอ-ใบกระท่อมชายแดนใต้. ข่าวสด ฉบับวันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2550 หน้า 14

- สกู๊ปแนวหน้า: “สี่คูณร้อย” ยาเสพติดตัวใหม่ แพร่หลายในหมู่เยาวชนชายแดนใต้. แนวหน้า ฉบับวันที่ 02 ธันวาคม พ.ศ. 2550 หน้า 5

- คอลัมน์ ปลายแหลมทอง. โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2551 หน้า A13

- นำเข้า-ส่งออก ยาเสพติด สธ.เอาจริง ‘ปรับ-จำคุก’. บางกอกทูเดย์ ฉบับวันที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2551 หน้า 14

- แฉสารเสพติดใหม่ 8คูณ100 มาทดแทน4คูณ100. ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2551 หน้า 12

- เข้มร้านยาสกัดอัลปราโซแลม. คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2551 หน้า 2

- สธ.ระดมแก้ปัญหา8คูณ100ชายแดนใต้. บ้านเมือง ฉบับวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2551 หน้า 12

- ใช้ยาสูตรใหม่มอมโจ๋ใต้ ตั้งชื่อเก๋”วันทูคอล”ร้ายกว่าสี่คูณร้อย. คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 หน้า 14

- ฉก.ศรีวิชัยโชว์จับยาเสพติดในพื้นที่. บ้านเมือง ฉบับวันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 หน้า 15

- “เด็ก-เยาวชน” จลาจล “พัง-เผา” แหลก ถึงเวลาทุกฝ่ายรีบแก้ไข…อย่าให้ซ้ำรอยเดิม. เดลินิวส์ (กรอบบ่าย) ฉบับวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2551 หน้า 2

- ผู้เสพ”4คูณ100″ตายแล้วรายแรก ผลพิสูจน์พบยากระตุ้นประสาทเพียบ. มติชน ฉบับวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 หน้า 10

- สตม.จับยาแก้ไอฮิตผสมโคล่าดื่ม. บ้านเมือง ฉบับวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 หน้า 2

- คอลัมน์ ข่าวสั้น: รวบโจ๋มั่วสุม4คูณ100. ข่าวสด ฉบับวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2553 หน้า 16

- เตือนยาสตรีผสมน้ำอัดลมส่งผลต่อตับ-ไตอันตรายถึงตาย. ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 หน้า 6

- สอนเสพยาแก้ไอ เปิดแฟนเพจโจ๋งครึ่ม ตร.ไล่เช็กบิลร้านขาย. คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556 หน้า 15

- คอลัมน์ สมุนไพรเพื่อสุขภาพ: ยาแก้ไอ ตำรับพื้นบ้าน. มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 9-16 สิงหาคม พ.ศ. 2556 หน้า 93

- กระท่อมพ้นเสพติดชี้4×100กระฉูดยันกินนานๆทำประสาทหลอนคาดโทษร้านยาขายทรามาดอล. ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2556 หน้า 2

 

- รายงานพิเศษ: “โรคอ้วน” ภัยมืดของเด็กไทย โรงเรียนคือตัวก่อ หรือผู้แก้. สยามรัฐ ฉบับวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2549 หน้า 7

- วิจัยนอร์เวย์ชี้’น้ำอัดลม’ ก่อปัญหาทางจิต-โรคซึมเศร้า. ข่าวสด ฉบับวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2549 หน้า 24

- ดื่มโคลาเป็นประจำทำผู้หญิงกระดูกพรุน!!. ผู้จัดการรายวัน 12 ตุลาคม 2549 หน้า 34

- คอลัมน์ จับกระแสตลาด: ย้ำภาพเครื่องดื่ม”คนรุ่นใหม่” “เป๊ปซี่”…ดึง AF3 กระชากใจวัยโจ๋. ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 30 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 หน้า 26

- เตือนภัยน้ำอัดลมทำร้ายสุขภาพเด็ก กระป๋องเดียวเพิ่มเสี่ยงเกิดโรคอ้วน 60%. กระแสหุ้น ฉบับวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 หน้า 23

- คอลัมน์ ข่าวรอบอาณาจักร: โจ๋นอนตายปริศนาคาขวดน้ำอัดลม. ไทยรัฐ (กรอบบ่าย) ฉบับวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 หน้า 12

- นักวิทย์มะกันเตือนโจ๋ชอบดื่มน้ำอัดลมเพิ่มพฤติกรรมก้าวร้าว-พกอาวุธ. ข่าวสด ฉบับวันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2554 หน้า 28

- จับผัว-เมียกู้ภัยนำรถฉุกเฉินจอดขาย4×100. ASTVผู้จัดการรายวัน ฉบับวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2555 หน้า 6

- งานวิจัยชี้น้ำอัดลมทำให้อ้วนจริง. เดลินิวส์ (กรอบบ่าย) ฉบับวันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2555 หน้า 11

ข่าวประชาสัมพันธ์จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เรื่อง อย่าเชื่อ…โฆษณาอาหาร อ้างรักษาโรค โม้ชัด ๆ!

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ได้มีการประชาสัมพันธ์ในหนังสือพิมพ์ อย่าเชื่อ…โฆษณาอาหาร อ้างรักษาโรค โม้ชัด ๆ! ดังนี้

อย.เตือนอย่างหลงเชื่อผลิตภัณฑ์อาหารอวดอ้าง รักษาโรค เช่น ลดอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศในชาย อาการหลั่งเร็ว นอนไม่หลับ รักษาอาการโรคกระดูกพรุน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันอุดตัน โรคเรื้อรังต่าง ๆ อกฟู รูฟิต ไร้กลิ่น

ฝ่าฝืนมีโทษตามกฎหมาย

ผู้ใดพบเห็น สามารถร้องเรียนโดยโทรศัพท์ไปได้ที่ 1556

 

FDA_FoodAd

ที่มาของภาพ: สยามรัฐ สัปดาห์วิจารณ์. ฉบับวันที่ 16-22 สิงหาคม 2556 หน้า 25

ไวเอท ฟาร์มาซูติคอลส์ ถูกปรับ 490.9 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกาในข้อหาส่งเสริมการขายยาและทำการตลาดยาชื่อการค้า Rapamune ในข้อบ่งใช้ที่ไม่ได้รับอนุญาต

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐอเมริกา แถลงข่าวเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ค.ศ.2013 ว่าได้ปรับบริษัทไวเอท ฟาร์มาซูติคอลส์ (Wyeth Pharmaceuticals) ซึ่งปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทไฟเซอร์  โดยบริษัทไวเอท ฟาร์มาซูติคอลส์ ตกลงที่จะจ่าย 490.9 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกาในข้อหาส่งเสริมการขายยาและทำการตลาดยาชื่อการค้า Rapamune (ชื่อสามัญทางยา Sirolimus) ในข้อบ่งใช้ที่ไม่ได้รับอนุญาต

DOJ-Wyeth-Rapamune1

 

Rapamune (ชื่อสามัญทางยา Sirolimus) เป็นยาที่ใช้ในการกดภูมิคุ้มกัน  (immunosuppressive) เพื่อป้องกันระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำลายอวัยวะที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ (transplanted organ) เมื่อปี ค.ศ.1999 ทางสำนักงานอาหารและยา สหรัฐอเมริกา อนุญาตให้ใช้เฉพาะกรณีปลูกถ่ายไตเท่านั้น แต่บริษัทกลับฝึกอบรมการขายยาในระดับชาติโดยอ้างว่าสามารถนำไปใช้ในการปลูกถ่ายอวัยวะอื่นได้ด้วย และส่งเสริมให้มีการใช้ในการกดภูมิคุ้มกันจากการปลูกถ่ายอวัยวะอื่นทั้งที่ยังไม่ได้รับรองจากสำนักงานอาหารและยา สหรัฐอเมริกา โดยได้มีการนำเสนอต่อแพทย์ด้วย บังคับสมาชิกให้มีการขายในลักษณะดังกล่าว ตลอดจนการให้แรงจูงใจทางด้านการเงิน มีการจ่ายโบนัสเมื่อทำยอดขายถึงเป้าที่ตั้งไว้ เพื่อเพิ่มการขาย Rapamune ซึ่งเป็นแสวงหากำไรให้อยู่เหนือความปลอดภัย ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายและจะต้องถูกลงโทษ

 

ภายใต้กฎหมาย The Federal Food, Drug and Cosmetic Act (FDCA) กำหนดไว้ว่ายาใดที่มีข้องบ่งใช้ใหม่ จะต้องได้รับอนุญาตในข้อบ่งใช้นั้นก่อน และบริษัทไม่ควรจะแนะนำหรือส่งเสริมให้ใช้ยาในข้อบ่งใช้ที่ไม่ได้รับอนุญาต หรือที่เรียกว่า “off-label” uses

 

การใช้ Rapamune สำหรับกรณีที่มีการปลูกถ่ายอวัยวะอื่น ยังไม่มีผลการทดลองทางคลินิกที่ยืนยันเพียงพอ การใช้ยาในข้อบ่งใช้ที่ได้รับอนุญาตจะช่วยให้ประชาชนได้รับความปลอดภัยจากการใช้ยา บริษัทจะส่งเสริมการขายยาได้เฉพาะข้อบ่งใช้ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ทางอัยการ Stuart F. Delery ซึ่งดำรงตำแหน่ง Acting Assistant Attorney General for the Justice Department’s Civil Division ได้กล่าวว่า เราไม่ต้องการให้ผู้ป่วยได้รับความเสี่ยงต่อสุขภาพในความต้องการได้รับผลประโยชน์ทางการเงิน

 

บริษัทไวเอท ฟาร์มาซูติคอลส์ (Wyeth Pharmaceuticals) ได้รับสารภาพข้อกล่าวหาทางอาญาที่ได้มีการฝ่าฝืนกฎหมาย The Federal Food, Drug and Cosmetic Act (FDCA)  ซึ่งในส่วนนี้จะต้องถูกปรับเป็นเงิน 233.5 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา  (ประกอบด้วยการเสียค่าปรับต่อศาลแขวงในเมืองโอคลาโฮมา 157.58 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา และถูกยึดทรัพย์ 76 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา)

 

นอกจากนี้ บริษัทไวเอท ฟาร์มาซูติคอลส์ (Wyeth Pharmaceuticals) ยังถูกปรับทางแพ่งเป็นเงิน 257.4 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา ในข้อกล่าวหาส่งเสริมการขายยา Rapamune ในข้อบ่งใช้ที่ไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นการฝ่าฝืน False Claims Act มาตั้งแต่ปี ค.ศ.1998 – 2009 (เงินในส่วนนี้ประกอบด้วยการล้างข้อกล่าวหาการอ้างทางแพ่ง 230,112,596 เหรียญสหรัฐอเมริกาโดยจ่ายให้รัฐบาลกลาง และ 27,287,404 เหรียญสหรัฐอเมริกา โดยจ่ายให้รัฐ)

เอกสารอ้างอิง

U.S. Department of Justice. Wyeth Pharmaceuticals Agrees to Pay $490.9 Million for Marketing the Prescription Drug Rapamune for Unapproved Uses. July 30, 2013. http://www.justice.gov/opa/pr/2013/July/13-civ-860.html

‘ปคบ.’ทลายโกดังลอบผลิต-ค้ายามูลค่ากว่า10ล้าน

พิมพ์ไทย ฉบับวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2556 หน้า 5

ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) พล.ต.ต.นิพนธ์ เจริญผล ผบก.ปคบ. พ.ต.อ.ไพฑูรย์คุ้มสระพรหม รอง ผบก.ปคบ. พ.ต.อ.ล้ำพันธ์ พรรธนประเทศ ผกก.4 บก.ปคบ. พ.ต.ท.อานันท์ วิชเศรษฐสมิต สว.กก.4 บก.ปคบ.แถลงผลการจับกุม นายพลพิพัฒน์ ธมัติรัตน์ อายุ 44 ปี เจ้าของ หจก.เวลตี้ แอนด์โกรท ผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์เสริมความงามรายใหญ่ ตั้งอยู่ที่ซอยเสนานิคม 1 แยก 23 แขวงและเขตลาดพร้าว กทม.

พร้อมกันนั้น ได้ตรวจยึดของกลาง ประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์โบท็อกซ์รีไฟน์ , นูร็อกซิน , ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมซีแอนด์จี บลิ้งค์ เมจิกคอลาเจ้นท์ กลูตาไธโอน ไม่แสดงฉลากข้อความภาษาไทย , ผลิตภัณฑ์เอสอาร์เอส สกิน รีจูเวเนชั่น โซลูชั่น เซรั่ม คอร์พอเรล , ผลิตภัณฑ์เดอร์มัลริสสกิน รีจูเวเนชั่น , ผลิตภัณฑ์เดอร์มัลริส ลีโพลี่ติค โซลูชั่น ผลิตภัณฑ์อินสติติว บีซียู และผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง จำนวนมาก พร้อมเครื่องจักร ฉลากและวัตถุดิบที่ใช้เป็นสารตั้งต้นในการผลิต รวมมูลค่าประมาณ 10 ล้านบาทจับกุมได้ที่ หจก.เวลตี้ฯ ที่บ้านพัก และที่โกดังเก็บสินค้าภายในซอยนวลจันทร์ 56 แยก 5 แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กทม.

พล.ต.ต.นิพนธ์ กล่าวว่า การจับกุมดังกล่าวสืบเนื่องจากชุดสืบสวนกก.4 บก.ปคบ.สืบทราบว่ามีการลักลอบจำหน่ายผลิตภัณฑ์โบท๊อกซ์ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม และเครื่องสำอางโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ก่อนขออนุมัติศาลอาญา ออกหมายค้นที่ 213-215/2556 ลงวันที่ 10 มิถุนายน 2556 เข้าตรวจค้น หจก.แห่งนี้ รวมทั้งบ้านพักของนายพลพิพัฒน์ และโกดังเก็บสินค้า ยึดของกลางทั้งหมดไว้ได้ เบื้องต้นพบว่ามีการลักลอบผลิตและปรุงยาที่มีลักษณะเป็นหลอดแก้วหรือพลาสติก(Ampoule) และแบบขวดมีจุกยางใช้เข็มเจาะดูดยา (Vial) ซึ่งผู้ประกอบการขออนุญาตขึ้นทะเบียนเครื่องสำอาง แต่กลับมีการผลิตและส่งจำหน่ายไปยังสถานพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศ

ผบก.ปคบ.กล่าวต่อว่า สำหรับของกลางที่ตรวจยึดได้นั้นยังพบว่า เป็นผลิตภัณฑ์ซึ่งประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง กำหนดลักษณะเครื่องสำอางห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย (ฉบับ 2) ลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2555 ยกเลิกการขึ้นทะเบียนเครื่องสำอางดังกล่าวแล้ว นอกจากนี้ยังไม่ผ่านการตรวจสอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) อีกด้วย หากผู้บริโภคเข้ารับบริการหรือใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวก็อาจจะได้รับอันตรายต่อร่างกาย

พล.ต.ต.นิพนธ์ กล่าวอีกว่า เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา ขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับอนุญาต , ขายยาที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา ตามพ.ร.บ.ยา , ขายผลิตภัณฑ์อาหาร ตาม พ.ร.บ.อาหาร และขายเครื่องสำอางที่มีการแสดงฉลากไม่ถูกต้อง ตาม พ.ร.บ.เครื่องสำอาง และหากนำของกลางส่งตรวจที่ อย.แล้วพบว่ามีสารที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ก็อาจพิจารณาแจ้งข้อหาเพิ่มเติมต่อไป ทั้งนี้ จากการสอบปากคำผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยขอให้การในชั้นศาล

“ต้องขอฝากเตือนผู้บริโภคว่าควรระมัดระวังการใช้ยาและผลิตภัณฑ์เสริมความงามต่างๆ โดยขอให้พิจารณาใน 3 ส่วน คือ 1.สถานประกอบการที่เข้ารับบริการนั้นมีการขออนุญาตถูกต้องหรือไม่ 2.แพทย์ผู้ทำการรักษามีใบอนุญาตถูกต้องหรือไม่ และ 3.ยาที่ใช้นั้นมีการขึ้นทะเบียนถูกต้องหรือไม่และหากไม่มั่นใจขอให้ตรวจสอบข้อมูลและสอบถามหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันปัญหาอันตรายที่อาจได้รับจากการใช้ผลิตภัณฑ์ต่างๆเหล่านี้” พล.ต.ต.นิพนธ์ กล่าวทิ้งท้าย

By parunnews เขียนใน drugs

ข่าวประชาสัมพันธ์จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เรื่อง น้ำมันทอดซ้ำ อันตรายทั้งคนซื้อ คนขาย

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ได้มีการประชาสัมพันธ์ในหนังสือพิมพ์ เรื่อง น้ำมันทอดซ้ำ อันตรายทั้งคนซื้อ คนขาย

น้ำมันที่ผ่านการทอดซ้ำหลาย ๆ ครั้ง จะเกิดสารกลุ่มโพลาร์ ซึ่งเป็นสารที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง โรคความดันโลหิตสูง รวมทั้งโรคหัวใจและหลอดเลือด นอกจากคนกินจะเสี่ยงเป็นมะเร็งแล้ว คนขายก็เช่นกัน เนื่องจากไอระเหยของน้ำมันที่เสื่อมสภาพจะมีสารก่อมะเร็ง เมื่อสูดดมเข้าไปเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปอด

ใช้อย่างไร … ปลอดภัยทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย

- ไม่ใช้น้ำมันที่มีกลิ่นเหม็นหืน เหนียวข้น สีดำ ฟองมาก เป็นควันง่าย และเหม็นไหม้ขณะทอด
- ควรทอดอาหารครั้งละไม่มาก เพื่อให้ความร้อนกระจายทั่วถึงและใช้เวลาในการทอดน้อยลง
- เปลี่ยนน้ำมันทอดอาหารบ่อยขึ้น หากทอดอาหารประเภทเนื้อสัตว์ที่มีเกลือ หรือเครื่องปรุงรสผสมอยู่ น้ำมันที่ใช้ทอดไม่ควรซ้ำเกิน 2 ครั้ง
- การใช้น้ำมันเก่าซ้ำแล้วซ้ำอีก และเติมน้ำมันใหม่ผสมลงไป เป็นการเร่งการเสื่อมสลายของน้ำมัน ทำให้เกิดสารโพลาร์สูงขึ้นเป็นอันตราย
- หลีกเลี่ยงการซื้อน้ำมันที่ผ่านการใช้แล้ว ซึ่งมักนำมาบรรจุถุงพลาสติกวางจำหน่าย

reusingcookingoil01

ที่มา

ข่าวสด 18 เมษายน พ.ศ.2556 หน้า 7

reusingcookingoil02น้ำมันที่ผ่านการทอดใช้แล้ว ห้ามนำมาใช้ซ้ำ เนื่องจากอาจมีสารโพลาร์สูงกว่าร้อยละ 25 หากผู้ใดนำมาใช้ซ้ำ เช่น ทอด ทา ผัด หรือใช้เป็นส่วนผสมหรือส่วนประกอบอาหารเพื่อผลิตอาหารขาย หากตรวจพบถือว่าฝ่าฝืน พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ.2522 มาตรา 6(7) ต้องระวางโทษตามมาตรา 49 คือ ปรับไม่เกิน 10,000 บาท มีผลใช้บังคับเมื่อพ้น 90 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป (บังคับใช้ 14 มีนาคม 2556)

ที่มา ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 347) พ.ศ. 2555 เรื่อง วิธีการผลิตอาหารที่ใช้น้ำมันทอดซ้ำ (ราชกิจจานุเบกษา 13 ธันวาคม 2555)

ที่อยู่ของภาพนี้ https://www.facebook.com/photo.php?fbid=260024660790191&l=4b5f4eac54

นอกจากนี้ยังมี ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 283) พ.ศ. 2547 เรื่อง กำหนดปริมาณสารโพลาร์ในน้ำมันที่ใช้ทอดหรือประกอบอาหารเพื่อจำหน่าย
http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/0E/00151216.PDF

By parunnews เขียนใน food

‘เคมีเนื้อแดง’สาเหตุโรคหัวใจ

โลกวันนี้ ฉบับวันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2556 หน้า 41

ลอนดอน : ทีมนักวิจัยของคลีฟแลนด์ คลินิก ในสหรัฐ ค้นพบเคมีในเนื้อแดงเพิ่มความเสี่ยงเกิดโรคหัวใจ ตอกย้ำผลการศึกษาหลายครั้งก่อนหน้านี้

นิตยสารเนเจอร์ เมดิซีน รายงานผลการศึกษาของทีมนักวิจัย นำโดย ดร.สแตนเลย์ ฮาเซน ของคลีฟแลนด์ คลินิก ในรัฐโอไฮโอของ สหรัฐ ได้ค้นพบเคมีอย่างหนึ่งในเนื้อแดงที่ช่วยอธิบายได้ว่าเพราะเหตุใดการบริโภค สเต็ก เนื้อสับละเอียดและเบคอนมากเกินไปส่งผลเสียต่อหัวใจได้

ที่ผ่านมามีการศึกษาหลายอย่างแสดงให้เห็นว่า การบริโภคเนื้อแดงเป็นประจำอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ จนรัฐบาลอังกฤษรับรองการบริโภคเนื้อแดงหรือเนื้อสำเร็จรูปไม่ควรเกิน 70 กรัมต่อวัน ซึ่งมีขนาดประมาณเบคอน 2 แผ่น

นอกจากนี้ยังเชื่อกันว่าไขมันอิ่มตัวและกรรมวิธีผลิตเนื้อสำเร็จรูปทำให้ เกิดปัญหากับหัวใจ แต่เชื่อว่าไม่ใช่สาเหตุทั้งหมด อย่างไรก็ตาม เวลานี้ดูเหมือนจะพบสาเหตุที่แท้จริงแล้ว เมื่อทีมวิจัยใหม่ค้น พบว่าสารคาร์นิทีน (carnitine) ในเนื้อแดงถูกย่อยสลายโดยแบคทีเรียในลำไส้ ทำให้เกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่ โดยถูกย่อยสลายเป็นก๊าซและถูกแปลงในตับให้เป็นเคมีชื่อ ว่า TMAO ที่นำไปสู่การสะสมของไขมันในหลอดเลือดต่างๆ ทำให้ ระดับโคเลสเตอรอลเพิ่มขึ้น และกลายเป็นเพิ่มความเสี่ยงเกิดโรคหัวใจในที่สุด

นักโภชนาการเตือนว่า ความเสี่ยงดังกล่าวอาจเกิดขึ้นกับผู้ที่กำลังเสริมสารคาร์นิทีนด้วยเช่นกัน ซึ่งคาร์นิทีนจัดเป็นวิตามินที่เพิ่งค้นพบล่าสุด โดยอยู่ในประเภทที่ละลายน้ำและเป็นสารจำเป็นในการเผาผลาญไขมันในร่างกาย

__________

งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง Intestinal microbiota metabolism of l-carnitine, a nutrient in red meat, promotes atherosclerosis. Nature Medicine (2013) doi:10.1038/nm.3145
http://www.nature.com/nm/journal/vaop/ncurrent/full/nm.3145.html

เล็งใช้แม่เหล็กรักษา’ติดโคเคน’

โลกวันนี้ ฉบับวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2556 หน้า 39

ลอนดอน : นักวิจัยมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียของสหรัฐเตรียมใช้เทคนิคใหม่รักษาอาการติดโคเคนในคน โดยใช้พลังแม่เหล็กกระตุ้น หลังพบใช้เลเซอร์กระตุ้นสมองหนูช่วยเลิกโคเคนได้ผล

เหล่านักวิจัยยังคงความพยายามหาวิธีรักษาการติดสารเสพติดอย่างต่อเนื่อง ดังเวลานี้นักวิจัยทีมงานของศาสตราจารย์แอนโทเนลโล บอนซี แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียของสหรัฐอยู่ระหว่างศึกษาทดลองเทคนิคใหม่ๆเพื่อรักษาอาการ ติดโคเคน โดยเตรียมใช้แม่เหล็กกระ-ตุ้นสมองรักษาอาการดังกล่าวในคน

ก่อนหน้านี้นักวิจัยเคยทด ลองกับหนูติดโคเคนหลายครั้งพบว่า หลังส่องด้วยแสงเลเซอร์เพื่อ ให้เซลล์ประสาทในพื้นที่สมองส่วนที่เรียกว่า prefrontal cortex ซึ่งเป็นส่วนที่เราใช้ในการตัดสินใจเพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลงพบว่า สามารถ ช่วยหนูเลิกยาเสพติดดังกล่าวได้ สะท้อนให้เห็นว่า สมองส่วนดังกล่าวมีความสำคัญต่อการติดโคเคนและเชื่อว่า เทคนิคที่คล้ายกันโดยใช้พลังแม่เหล็กกระตุ้นสมองภาย นอกศีรษะที่เรียกว่า TMS (transcranial magnetic stimulation) อาจใช้ได้ผลในคน เตรียมทำการทด- ลองทางคลินิกในอนาคตอันใกล้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้คนจำนวนมาก เพราะปัจจุบันมีผู้ติดสารโคเคนจำนวนมาก เฉพาะในอังกฤษ 200,000 คน และ 1.4 ล้านคนในอเมริกา

By parunnews เขียนใน med