ผู้ชายไทยนอกใจที่สุดในโลก

โพสต์ทูเดย์ วันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2554 หน้า A6

โพสต์ทูเดย์ -ดูเร็กซ์เผยผลการศึกษาพบชายไทยมีพฤติกรรมนอกใจคนรักมากที่สุดในโลก ส่วนหญิงไทยนอกใจติดอันดับ 2 ด้วยเช่นกัน

หนังสือพิมพ์ไชนา เพรส เปิดเผยผลสำรวจของดูเร็กซ์ บริษัทผู้ผลิตถุงยางอนามัยชื่อดัง ซึ่งทำการสำรวจประชาชน2.9 หมื่นคนใน 36 ประเทศทั่วโลกเมื่อวันที่ 6 ธ.ค. พบว่า ผู้ชายไทยมีพฤติกรรมนอกใจคู่ครองมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลก โดยกว่า 54% ยอมรับว่าตนเคยนอกใจภรรยา

ขณะที่หนุ่มเกาหลีใต้มีพฤติกรรมนอกใจคนรักตามติดมาเป็นอันดับ 2 อยู่ที่34% ผู้ชายมาเลเซียอยู่ในอันดับ 3 ที่33% อันดับ 4 ผู้ชายรัสเซีย ที่ 32% และอันดับ 5 ชายชาวฮ่องกงอยู่อันดับ 5 ที่29%

ขณะเดียวกัน ผลสำรวจของดูเร็กซ์ชี้อีกว่า ผู้หญิงไทยเคยนอกใจคนรักมากเป็นอันดับ 2 ของโลก อยู่ที่ 59%

ส่วนอันดับ 1 คือหญิงชาวไนจีเรียที่ 62 % และหญิงมาเลเซียเป็นอันดับ 3 เช่นเดียวกับฝ่ายชาย ที่ 39%

อันดับ 4 ได้แก่ผู้หญิงชาวรัสเซียที่ 33% และอันดับที่ 5 ได้แก่หญิงสิงคโปร์ซึ่ง 19% ยอมรับว่าเคยมีชู้

นอกจากนี้ รายงานดังกล่าวยังระบุด้วยว่า ผู้ชายสิงคโปร์และฮ่องกงมีคู่ควงเฉลี่ยมากถึง 16 คน เป็นสถิติที่สูงสุดในเอเชีย ส่วนผู้ชายมาเลเซียมีคู่ควงเฉลี่ย 3 คน

อย่างไรก็ตาม รายงานชิ้นนี้ไม่ได้อ้างถึงจำนวนคนรักเฉลี่ยของผู้ชายไทยแต่อย่างใด

แนวโน้มชายไทยเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากเพิ่มขึ้นแพทย์เผยอาหารและสิ่งแวดล้อมเป็นสาเหตุ

แนวหน้า วันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2554 หน้า 15

รพ.จุฬาฯ เร่งรณรงค์ให้กลุ่มชายไทยวัย 50 ปีขึ้นไป เข้ารับการตรวจโรคต่อมลูกหมาก เผยความชุกของการเป็นโรคในอนาคตมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น จากวิถีชีวิตอาหารการกิน และสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไประบุผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากหากพบอาการในระยะเริ่มต้น สามารถรักษาให้หายขาดได้ ด้วยวิทยาการที่ก้าวหน้าของเครื่องมือทางการแพทย์โดยเฉพาะหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดที่สามารถเคลื่อนไหวในที่คับแคบด้วยประสิทธิภาพสูง

นายแพทย์จุลินทร์ โอภานุรักษ์อาจารย์ประจำคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงโรคต่อมลูกหมากโตว่า โรคต่อมลูกหมากแบ่งออกมาเป็น3 ชนิดใหญ่ๆ คือ 1.ต่อมลูกหมากติดเชื้อพบในกลุ่มผู้ชายวัย 30-40 ปี กลุ่มนี้พบไม่บ่อยมากนัก 2.ต่อมลูกหมากโตเนื้อธรรมดา พบในชายวัยตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปส่วนใหญ่เกิดจากสาเหตุฮอร์โมนชายถูกกระตุ้นซ้ำในวัยหนุ่ม โดยกลุ่มชายวัย50 ปีขึ้นไป และ3.ต่อมลูกหมากโตชนิดที่เป็นมะเร็ง

ทั้งนี้ ปัจจัยที่ทำให้เป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก คุณหมอกล่าวว่า มีหลายประการ ได้แก่ อายุที่เพิ่มขึ้น กรรมพันธุ์ถ้าหากพ่อหรือพี่ชายเป็นมะเร็ง ทำให้มีความเสี่ยงสูงกว่าครอบครัวที่ไม่เป็นมะเร็งและเชื้อชาติ จากการศึกษาพบว่าผู้คนในชาติแถบตะวันตกเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากมากกว่าคนในภูมิภาคเอเชีย โดยโรคมะเร็งที่ผู้ชายตะวันตกเป็นมากอันดับ 1 คือโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก

สำหรับ อาการของมะเร็งต่อมลูกหมากคือ ปัสสาวะพุ่งไม่แรง ต้องเบ่งปัสสาวะบ่อยขึ้น กลางคืนจะลุกขึ้นมาปัสสาวะบ่อยครั้ง บางรายพบปัสสาวะเป็นเลือด ไตอาจจะวาย ถ้ามีการกระจายไปยังกระดูก ทำให้ปวดบริเวณกระดูกได้แต่ในบางรายอาจจะไม่มีอาการแสดงเลยก็ได้

โรคนี้ยังไม่มีวิธีป้องกัน เพราะโดยธรรมชาติร่างกายผู้ชายจะผลิตฮอร์โมนตั้งแต่วัยหนุ่ม แต่สามารถลดความเสี่ยงภายนอกได้บ้าง โดยการหันมารับประทานอาหารตามวิถีไทย เลือกแต่อาหารเพื่อสุขภาพ เน้นผักผลไม้ ดำรงชีวิตแบบไทย เน้นการอยู่แบบพอเพียง และใช้ชีวิตในสิ่งแวดล้อมที่ดี

ส่วนแนวโน้มของชายไทยที่ป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก คาดว่าจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากวิถีการดำรงชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป คนไทยหันไปกินอาหารและใช้ชีวิตแบบวัฒนธรรมตะวันตกมากขึ้น รวมถึงสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป

ทั้งนี้ วิธีการรักษา นายแพทย์จุลินทร์ โอภานุรักษ์ กล่าวว่า ในกลุ่มผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก มีวิธีรักษาหลากหลายรูปแบบ ทั้งการผ่าตัด,ฉายแสง, ฝังแร่ และ การให้ฮอร์โมนขึ้นอยู่กับระยะของโรคที่เป็น ถ้าเป็นระยะเริ่มต้น มะเร็งยังคงอยู่ในต่อมลูกหมากสามารถรักษาได้ด้วยวิธีผ่าตัดหรือฝังแร่ผู้ป่วยมีโอกาสหายขาดสูง ส่วนในรายที่เป็นออกมา นอกต่อมลูกหมากแล้ว การรักษาจะเป็นการฉายแสงหรือให้ฮอร์โมน

“วิธีการผ่าตัดแพทย์จะทำการเจาะรู วิธีนี้ขนาดของแผลจะเล็กลง เสียเลือดน้อย ผู้ป่วยสามารถกลับพักฟื้นที่บ้านได้เร็ว ปัจจุบันวิทยาการในการรักษาโรคมะเร็งต่อมลูกหมากมีความก้าวหน้าอย่างมาก มีการผลิตหุ่นยนต์เพื่อใช้เป็นเครื่องมือช่วยผ่าตัดในที่คับแคบได้อย่างสะดวก ทำให้ผู้ป่วยมีภาวะแทรกซ้อนน้อยมาก”

อย่างไรก็ตาม ชายไทยวัยตั้งแต่50 ปีขึ้นไปควรเข้ารับการตรวจสุขภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อการรักษาที่ทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

By rparun Posted in med

คพ.เตือนอันตรายราน้ำท่วมแนะทิ้งน้ำยา 2 วันกำจัดเชื้อ

กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2554 หน้า 7

 

พบเชื้อรา 3 สี ขยายพันธุ์รวดเร็ว และยังไม่ทราบชนิด-ความรุนแรง

กรมควบคุมมลพิษสำรวจพบเชื้อรา 3 สีขยายพันธุ์รวดเร็วในพื้นที่น้ำท่วมชี้ยังไม่ทราบชนิด และความรุนแรงของเชื้อราในบ้าน ขณะที่นักจุลชีววิทยาแนะวิธีกำจัดเชื้อราให้ตายสนิท ควรทิ้งน้ำยา 1-2 วัน ก่อนล้างออก หวั่นกลับมาแพร่ขยายพันธุ์ซ้ำ

นายสุเมธา วิเชียรเพชร ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินสารเคมี กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวว่า จากการลงพื้นที่นำน้ำจุลินทรีย์ไปฉีดพ่นทั้งหลังน้ำลด นอกจากจะพบปัญหาน้ำเน่าเสีย ส่งกลิ่นเหม็นในหลายพื้นที่แล้ว ยังพบว่าแทบทุกหลังคาเรือนที่อยู่ในบริเวณน้ำท่วม มีเชื้อราขึ้นตามฝาผนังและเพดานบ้านเป็นจำนวนมาก โดยเชื้อราที่พบส่วนใหญ่มี 3 สี ได้แก่ สีดำ สีขาว และสีเขียว ซึ่งเป็นเชื้อราที่เกิดจากเฟอร์นิเจอร์ และเมื่อถามนักจุลชีววิทยาก็ไม่สามารถตอบให้ได้ว่าเป็น เชื้อราชนิดไหนมีพิษร้ายแรงหรือไม่

ที่ผ่านมา เรายังไม่เคยมีการศึกษาเรื่องเชื้อราที่เกิดในภาวะน้ำท่วมอย่างจริงจัง จึงไม่แน่ใจชนิดที่พบจะเป็นอันตรายต่อร่างกายหรือไม่ จึงขอเตือนประชาชนที่จะเข้าไปทำความสะอาดบ้านต้องมีการป้องกันตัวเอง เช่น การใส่หน้ากากอนามัยปิดจมูก ปิดปากและใส่ถุงมือยาง เพื่อไม่ให้สัมผัสกับเชื้อราเพราะเรายังไม่รู้แน่ชัดว่าเชื้อราเหล่านี้จะเป็นอันตรายต่อร่างกายหรือไม่ นายสุเมธากล่าว

ด้าน ดร.บุษบา ยงสมิทธ์ นักจุลชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า เชื้อราที่เกิดขึ้นจำนวนมาก เพราะในช่วงที่มีน้ำท่วมเป็นช่วงที่มีความชื้นในอากาศสูง เมื่อความชื้นและอากาศสมดุลและเหมาะสมกับการแพร่ขยายพันธุ์ของเชื้อราตามผนังภายในบ้านและสิ่งของเฟอร์นิเจอร์ที่อยู่ใกล้น้ำ ซึ่งตามปกติแล้วเชื้อราเป็นสิ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติ มีทั้งกลุ่มที่รับประทานได้และไม่ได้ ซึ่งเชื้อราที่มากับความชื้นตามปกติจะไม่เป็นอันตราย หากไม่เข้าสู่ร่างกาย

ดร.บุษบา กล่าวว่า ลักษณะของเชื้อราเมื่อขยายพันธุ์จะสร้างสปอร์ในสีต่างๆ อย่างที่พบบ่อย คือ สีเขียว สีขาวและสีดำ ซึ่งเป็นเส้นใยขนาดเล็กมากและแตกหักง่าย หากไม่มีที่หน้ากากป้องกันเชื้อราอาจเข้าสู่ร่างกายได้ระหว่างที่เราหายใจและพูด ซึ่งจะส่งผลให้เป็นโรคปอดอักเสบ หรือปอดบวมได้

เมื่อเชื้อราเข้าสู่ร่างกาย และพบว่าส่วนไหนในร่างกายมีอากาศก็จะเข้าไปแพร่ขยายพันธุ์ อย่างเช่น ปอดก็จะส่งผลให้เป็นปอดอักเสบ และเป็นอันตรายถึงชีวิตได้หากพบว่าเป็นเชื้อราชนิดร้ายแรงและผู้ที่ได้รับมีภูมิคุ้มกันในร่างกายต่ำ ซึ่งทางที่ดีเราควรหลีกเลี่ยงทุกวิธีที่จะนำเชื้อราเข้าสู่ร่างกายและมีการป้องกันไม่ให้เชื้อราเข้าสู่ร่างกายเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ดร.บุษบากล่าว

ส่วนการกำจัดเชื้อราภายในบ้านว่า เชื้อราต้องกำจัดให้ตายสนิทไม่เช่นนั้น เมื่อมีความชื้นก็สามารถแพร่ขยายพันธุ์ได้อีก ดังนั้น การกำจัดเชื้อราที่มีประสิทธิภาพต้องขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของสารกำจัดเชื้อราและระยะเวลา และก่อนใช้น้ำยากำจัดเชื้อราควรใส่ถุงมือทุกครั้ง จากนั้นเมื่อเทหรือฉีดพ่นน้ำยากำจัดเชื้อรา อย่างสารโซเดียมไฮโปคลอไรด์ หรือสารชนิดอื่นๆ ที่มีคลอรีนสูงในการฆ่าเชื้อโรคไปทั่วบริเวณที่มีเชื้อราเกาะอยู่แล้วควรทิ้งไว้ 1-2 วัน เพื่อให้น้ำยาได้ทำหน้าที่ต่อสู้กับเชื้อรา และให้น้ำยาระเหยออกไปเอง จากนั้นนำน้ำสะอาดมาล้างออกด้วยการฉีดพ่นให้สะอาดอีกครั้ง